อารมณ์พระอนาคามี

      ท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย และบรรดาพระภิกษุสามเณรทั้งหลาย สำหรับเวลานี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานพระกรรมฐานสมาทานศีลแล้ว วันนี้จะได้ศึกษาในเรื่องของ อนาคามีผล 

      สำหรับวันก่อนได้น้อมนำเอาอารมณ์ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระโสดาบันก็ตั้งแต่สัตตักขัตตุง โกลังโกละ เอกพิชี และสกิทาคามีมาพูด สำหรับวันนี้จะนำเอา อารมณ์ของพระอนาคามี มาพูด แต่ก่อนที่จะพูดอารมณ์ของพระอนาคามี ความจริงถ้าอารมณ์จิตของบรรดาท่านทั้งหลายเข้าถึงพระสกิทาคามีแล้ว การทรงอารมณ์ของพระอนาคามีผลเป็นของไม่ยาก เพราะว่าเป็นการศึกษามาตามลำดับ

      ก่อนที่จะพูดในอารมณ์ของพระอนาคามี ก็จะขอน้อมนำเอาวิธีปฏิบัติ ที่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์สอนไว้มาแนะนำกันเสียก่อน แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าปฏิบัติไม่ถูกหลัก ไม่ถูกเกณฑ์ ไม่ถูกแผน ผลแห่งการบรรลุมันก็ ไม่มี วิธีปฏิบัติที่ปฏิบัติได้กันมา จะต้องทำแบบนี้ ไปดูในวิปัสสนาญาณ ๙ ข้อที่ ๘ ท่านเรียกว่า สังขารุเปกขาญาณ แต่ว่าข้อที่ ๙ นั้นท่านเรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ คำว่า “สัจจานุโลมิกญาณ” นั้น ไม่มีญาณเฉพาะสำหรับตน เป็นการปฏิบัติ คือคำนึงจิตและพิจารณาย้อนไปย้อนมา 

      สมมุติว่าท่านทั้งหลายกำลังเจริญสมาธิจิต เริ่มตั้งแต่ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ หรือว่าถือนิมิตในกสิณ เช่นเราเคยเจริญอานาปานุสสติหรืออนุสสติมาก่อน แล้วก็ไปจับพุทธานุสสติ และไปจับธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ หรือว่าเล่นกสิณกองใดกองหนึ่ง

      วิธีปฏิบัติเขาทำแบบนี้ พอเริ่มต้นเข้ามาเขาต้องจับอารมณ์ต้นก่อน เช่นเจริญอานาปานุสสติก่อน ก็ต้องจับอานาปานุสสติให้มีอารมณ์ถึงที่สุดที่เราได้มาแล้ว แล้วก็ปล่อยอารมณ์จิตให้มันทรงอยู่ในอารมณ์นั้นให้สบาย เมื่อจิตมีความสบายถึงที่สุด ทรงอารมณ์ถึงที่สุดแล้วก็เคลื่อนไปจับกองที่ ๒ กองที่ ๓ กองที่ ๔ กองที่ ๕ ตามลำดับ แต่ละกองนั้นๆ ก่อนที่จะเคลื่อนไปให้จิตเข้าถึงจุดสูงสุดตามกรรมฐานกองต้นเสียก่อน เมื่อจับไปตามลำดับถึงที่สุดแล้ว จึงค่อยทำต่อกองที่ทำต่อใหม่ กองที่ทำต่อใหม่นั้น เราจะใช้เวลาเพียงนิดเดียว อารมณ์ก็จะทรงตัว

      ทั้งนี้เพราะว่ากรรมฐานทั้ง ๔๐ กองก็ดี มหาสติปัฏฐานสูตรก็ดี มีอารมณ์เหมือนกัน เช่น เราทรงสมาธิจิตในด้านอานาปานุสสติถึงฌาน ๔ หรือว่าฌาน ๑ หรือว่าฌาน ๒ หรือว่าฌาน ๓ ก็ตาม เริ่มต้นเราก็จับอานาปานุสสติให้เข้าทรงฌานถึงที่สุดตามที่เราจะพึงทำได้ในวันนั้น เราปล่อยจิตให้ทรงอยู่ให้อารมณ์สบาย เมื่อจิตเป็นสุขดีแล้ว ขยับเข้ากองที่ ๒ หรือกองที่ ๓ แต่ละกองจะใช้เวลาไม่เกิน ๑ นาที อารมณ์ ก็จะทรงตัวตามนั้น

      เป็นอันว่าถ้าทำอย่างนั้น ก็ชื่อว่าเราใช้วิธี สัจจานุโลมิกญาณ อนุโลม คือเดินตั้งแต่ต้นเข้าไปถึงปลาย บางทีจับตั้งแต่ปลายเข้ามาหาต้น จิตทรงอารมณ์ได้ตามปกติ สม่ำเสมอกันทุกจุดอย่างนี้ จะมีอารมณ์ได้ตามปกติ สม่ำเสมอกันทุกจุดอย่างนี้ จะมีอารมณ์ไม่เคลื่อนจากสมาธิทุกกอง ไม่ใช่ทำกองนี้ได้ ไปกองหน้าทิ้งกองหลัง อันนี้ใช้ไม่ได้ เขาต้องเก็บไปตั้งแต่ต้น

      ถ้าหากว่าสมมุติว่าทุกท่านทรงกรรมฐานทั้งหมดได้ ๔๐ กอง เวลาเราจับตั้งแต่ต้น ๑ ถึง ๔๐ มิต้องใช้เวลาตลอดคืนหรือ ผมก็จะขอตอบให้ท่านทราบว่าอย่างช้าที่สุดกรรมฐาน ๔๐ กองนี้ เราจะเรียงตามลำดับให้ทรงฌานถึงที่สุดไม่เกิน ๑๕ นาที แต่ผมว่ามันไม่ถึงนา ผมไม่เคยทำถึงนี่ เมื่อกองแรกเราคล่อง กองอื่นมันก็เหมือนกัน

      กรรมฐาน ๔๐ กอง ถ้าจะเปรียบกับเรากินข้าว ถ้าเราเคยกินข้าวด้วยมือ เขามาให้กินข้าวด้วยช้อน มันก็เป็นของไม่ยาก ถ้าเคยกินข้าวด้วยช้อนสังกะสี เปลี่ยนมาเป็นช้อนส้อมมันก็ไม่หนัก มันจะเกะกะอยู่นิดเดียว ข้อนี้ฉันใด แม้การเจริญพระกรรมฐานซึ่งมีการเปลี่ยนอารมณ์ก็เหมือนกัน การเปลี่ยนอารมณ์เข้าไปหาอารมณ์แต่ละกอง แต่ทว่าอารมณ์จริงๆ คือสมาธิมันอันเดียวกัน นี่จุดหนึ่งนะครับ

      และอีกจุดหนึ่งถ้าเราจะเดินด้านวิปัสสนาญาณ เวลานี้จะพุดกันถึงพระอนาคามี แต่ทว่าก่อนที่เราจะให้อารมณ์จับพระอนาคามีในเวลาสงัด หรือเวลาไหนก็ตาม เราก็ต้องนั่งไล่ เบี้ยมาตั้งแต่พระโสดาบันก่อน คำว่าไล่เบี้ยมานี่เป็นการสอบสวนอารมณ์จิตของเรา ว่าอารมณ์จิตเดิมทีเราไล่เบี้ยมาตั้งแต่พระโสดาบันน่ะ มันทรงตัวแล้วหรือเปล่า ถ้าพระโสดาบันกับสกิทาคามียังไม่ทรงตัว เราก็อย่าพึ่งไปยุ่งกับอนาคามีผลหรือว่าจะเป็นอนาคามีมรรค ต้องจับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปตามขั้นตามระยะ มีอารมณ์ทรงตัวเห็นว่าจิตทรงแน่แล้ว จึงจะก้าวเข้าไปสู่ข้อหน้าต่อไป เท่านี้เราก็ใช้วิธีสัจจานุโลมิกญาณ

      อันดับแรกเริ่มต้นเมื่อหาที่สงัดได้ คำว่าที่สงัดมันจะสงัดเสียง หรือไม่สงัดก็ช่างมัน แต่ว่าทำใจของเราให้สงัดในนวรณ์ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า บรรดาพระสมณะอยู่ไหน ที่นั่นย่อมเป็นที่สงัด คือมีพราหมณ์ถามพระพุทธเจ้าว่า “พระอริยเจ้าทั้งหลายต้องการที่สงัดใช่ไหม?” คือต้องการอยู่ในป่าชัฏ ต้องการอยู่ในป่าช้า ต้องการอยู่ในเขา ต้องการอยู่ในบ้านที่ปราศจากผู้คน แต่องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดากลับทรงตรัสว่า

      “พราหมณะ ดูก่อนพราหมณ์ พระอริยเจ้าจะอยู่ในป่าก็ดี อยู่บนยอดเขาก็ดี อยู่ในถ้ำก็ดี อยู่ป่าช้าก็ดี อยู่ป่าชัฏก็ดี อยู่กลางสนามหลวงก็ดี พระอริยเจ้าทั้งหมดนี้ย่อมมีอารมณ์สงัด ไม่ว่าที่ใดสงัดหมด เพราะว่าอารมณ์ของทุกท่านสงัดจากกิเลสเสียแล้ว...”

      นี่เป็นอันว่า คำว่าสถานที่สงัด คือ เราใช้อารมณ์สงัดจะไปนั่งคิดว่าที่นั้นต้องไม่มีเสียง ที่นี่ต้องไม่มีเสียง เราคิดหรือว่า เวลาที่เราจะตายน่ะเราจะหาที่สงัดได้ เราต้องพร้อมใจไว้เสมอว่า เวลาที่เราจะตาย อาจจะมีเสียงเครื่องขยายเสียงทั้งด้านข้าง ด้านซ้าย และด้านขวา ใกล้ๆ เราอาจจะมีใครกำลังทะเลาะกันอยู่ก็ได้ หรืออาจจะมีใครเขามานั่งด่าเราอยู่ใกล้ๆ ก็ได้ เราต้องเตรียมใจไว้ ถ้าอาการอย่างนั้นมันปรากฏเราจะไม่เอาจิตของเราเข้าไปยุ่งกับเสียงกับอารมณ์ต่างๆ ทำจิตของเราให้สงัดจากเสียง เรื่องของเขาก็เรื่องของเขา เรื่องของเราก็เรื่องของเรา

      นี่เป็นอันว่าที่สงัดของเราไม่ใช่หมายความว่าสงัดเสียงไม่ใช่หมายความสงัดจากอากากายกรรม คือการทำงานต่างๆ ที่สงัดของเรา คือใช้อารมณ์จิตสงัดจากนิวรณ์ ๕ ประการและก็สงัดจากกิเลสด้วย 

      จำให้ดีนะครับ ต้องถอยหน้าถอยหลัง เล่นกันไปแบบนี้ให้มันช่ำมันชอง ตอนนี้เราจะก้าวเข้าไปสู่ พระอนาคามีผล เราก็มานั่งนึกดูตอนต้นว่า โอ้หนอ..เวลานี้เรามีความเสียดายอะไรบ้าง ถ้าพ่อเราจะตายแม่เราจะตาย เมียเตาจะตาย ผัวเราจะตาย ลูกเราจะตาย เพื่อนเราจะตาย ตัวเราจะตาย ของเราต้องสลายไป เรามีความรู้สึกว่าห่วงใยจุดใดบ้าง ถ้าปรากฏว่ามีอารมณ์ยังห่วงอย

      สมมุติว่าคิดว่าถ้าเขาตาย เราจะร้องไห้เราจะเสียใจ เราจะมีอารมณ์ว้าเหว่ ถ้าเราจะตาย เราสงสารคนที่อยู่ข้างหลัง ไม่มีใครประคับประคอง ไม่มีใครเลี้ยงดูเกื้อหนุนให้เธอมีความสุข ถ้าอารมณ์ยังมีอย่างนี้ก็เสร็จ ต้องใช้อารมณ์จิต ใช้ปัญญาต่อว่าจิต ว่าเอ็งนี่มันเลวเกินไป ทำไมเธอลืมความจริงเสีย หรือว่า คนทุกคน สัตว์ทั้งหมด วัตถุธาตุทั้งหมดมันมีอนิจจังเป็นเบื้องต้น อันดับแรกมันไม่มีความทรงตัวคือไม่เที่ยง และก็มีการสลายตัวไปในที่สุด ทำไมเธอไม่รักษาสัจธรรมอันนี้ไว้

      สัจจานุโลมิกญาณ อนุโลมถอยหน้าถอยหลังเรื่องอริยสัจ อริยสัจ คือ ของจริงที่พระอริยเจ้าทรงไว้ จงเตือนใจว่าเจ้าจงอย่าลืมความจริงว่า ญาติผู้ใหญ่ของเรามี ถอยหลังไปตามลำดับนับหาที่สุดไม่ได้ แต่ว่าญาติทุกคนของเราท่านไม่มี เวลานี้บางคนมีชื่อแต่ไม่มีตัวและก็ส่วนใหญ่ทั้งหมดหายไปทั้งตัวและชื่อ คือนั่นท่านตาย และเราจะทรงอยู่ได้ยังไง ท่านทั้งหลายเหล่านั้นเวลาตายท่านห่วงเรารึเปล่า ท่านอาจจะห่วง นั่นมีประโยชน์อะไรสำหรับเราบ้าง เมื่อท่านตายไปแล้ว ประโยชน์ที่ดีจริงๆ ตามสัจจธรรมนั่นก็คือว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่เป็นต้นตระกูลมันจะทรงอยู่ได้ยังไง มันก็ต้องมีสภาวะการตายเหมือนกัน นี่เป็นยังงี้ คิดให้มันลงตัว

      และก็ในเมื่อเราจะตายแล้ว เรามีอะไรเป็นที่พึ่ง พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพระธรรมวินัย พระวินัยเป็นคำสั่ง พระธรรมเป็นคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งและก็สอนให้เราละชั่ว ประพฤติดีนะ เราทรงตัวได้แล้วหรือยัง ฝ่าฝืนพระธรรมวินัยตอนไหนบ้าง ค้นคว้าในจิตของตัว ถอยหน้า ถอยหลัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศีลของเราบริสุทธิ์พร้อมมูลแล้วหรือยัง นี่เรื่องของพระโสดาบัน

      ก้าวไปถึงพระสกิทาคามี โลภะความโลภของเรานี่ มันลดตัวไปจริงๆ หรือเปล่า หรือว่ายังมีความทะเยอทะยานอยู่ โทสะความโกรธมีกำลังหนักหรือว่ามีกำลังเบา ถ้าหากว่าโลภะความโลภยังมี โทสะความโกรธยังหนักใช้ไม่ได้ โลภะความโลภในจิตของพระสกิทาคามี คือความอยากรวยมันต้องน้อย เรามีความรู้สึกว่ามียังไง กินยังงั้น มีแบบไหนใช้อย่างงั้น การประกอบอาชีพเป็นของปกติ ในเมื่อร่างกายยังมีชีวิต มันก็ต้องหากินหาใช้ ได้มากพอใจ ได้น้อยพอใจ แล้วก็คิดขึ้นว่าของที่ได้มาทั้งมากทั้งน้อย ตายแล้วเอาไปไม่ได้เลย จิตมีความสุข

      โทสะความโกรธ โกรธเขาทำไม เรามันเสือกเกิดมาให้เขาด่า เสือกเกิดมาให้เขานินทา เสือกเกิดมาให้เขาใช้ เสือกเกิดมาเพื่อความป่วยไข้ไม่สบาย เสือกเกิดมาเพื่อความแก่ เสือกเกิดมาเพื่อความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ เสือกเกิดมาเพื่อตาย ในเมื่ออาการอย่างนี้มันเป็นปกติที่เราจะพึงรับทำไมเราจะไปสนใจในมัน ถ้าตายเมื่อไหร่ นั่นเราจะมีความสุข คือเรามีหวังพระนิพพาน เราจะไปนิพพานแดนอมตะที่หาความทุกข์มิได้ นี่ทวนถอยหลังอารมณ์ของเราเข้าไว้ให้จิตมันทรงตัว

      ด้านสมาธิก็ฝึกซ้อมไว้เป็นปกติ เวลาฝึกซ้อมไม่ต้องไปนั่งหลับตา หลับตามันไม่เก่ง ลืมตาอยู่อย่างนี้แหละให้จิตมันทรงสมาธิ ลืมตาอยู่อย่างนี้แหละให้จิตมันทรงตัว ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาและความเป็นจริง เห็นอะไรเข้าตายหมด เห็นคนคนตาย เห็นสัตว์สัตว์ตาย เห็นวัตถุธาตุวัตถุธาตุพัง แล้วก็นึกถึงว่าเราจะต้องตายเหมือนกัน นี่ต้องถอยหน้าถอยหลัง จะก้าวไปแต่ข้างหน้า แล้วก็ไม่เหลียวหลัง

      ท่านทั้งหลายที่ระงับความวุ่นวายของจิตไม่ได้นั้นน่ะ เขาเรียกว่า สีลัพพตปรามาส เป็นผู้ลูบคลำในศีล จิตตปรามาส ลูบคลำในสมาธิ ปัญญาปรามาส ลูบคลำในวิปัสสนาญาณ ทำเท่าไรๆ ก็ไม่พ้นความวุ่นวายของจิต มีอารมณ์หุนหันพลันแล่นโฉงเฉงโวยวายปราศจากเหตุผล คนประเภทนี้ทำกี่แสนกัปก็ลงนรก เพราะสักแต่ว่าปฏิบัติ สักแต่ว่าประพฤติ ไม่รู้จักที่จะพิจารณาจิตของตัวเองว่ามันดีหรือมันชั่ว นี่ถอยหลังไปถอยหลังมากันแค่นี้แหละ

      ความจริงเขาถอยกันเป็นปกติ ย้อนไปย้อนมา สิ่งที่เราละได้แล้ว มันละจริงหรือไม่ อารมณ์สมาธิที่ทรงได้แล้วทรงจริงหรือไม่ อย่าไปหาที่สงัดเสี่ยง อย่าไปหาที่สงัดความวุ่นวาย จงหาความสงัดใจ คือใจสงัดจากกิเลส นี่มันถึงจะถูก

      เป็นอันว่าต่อนี้ไป เหลือเวลาอีก ๘ นาที ก็มานั่งคุยกันถึงเรื่องความจะเป็นพระอนาคามี ไม่ยาก ไม่เห็นมีอะไรยาก กามฉันทะเราเบามาจากพระสกิทาคามีแล้ว และก็ฌานสมาบัติอารมณ์ฌาน การที่จะก้าวเข้าถึงพระสกิทาคามี อย่างน้อยกำลังจิตของเราจะต้องทรงฌาน ๓ หรือดีไม่ดีก็ต้องทรงฌาน ๔ ไม่ยาก

      ต่อนี้ไปเราก็มาเอากันจริงจัง กามฉันทะความใคร่ในรูปสวย นั่งนึกถึงรูปใครเขามันสวย ที่ว่ารูปสวย สวยจริงหรือไม่จริง สะอาดหรือว่าสกปรก เสียงเพราะ เสียงสร้างคนให้ไม่แก่ ไม่ตายได้ไหม กลิ่นหอม กลิ่นกันความทรุดโทรมของร่างกาย กันความตายได้หรือเปล่า รสอร่อยของอาหารอาหารที่ว่าดีวิเศษ มีวิตตามินดี ได้ยังโน้นก็ดี ยังนี้ก็วิเศษทั้งหมดเขาแนะนำ และไปดูที่แนะนำเราซิ ว่าหมอน่ะแก่เป็นไหม หมอป่วยเป็นไหม หมอตายเป็นไหม ถ้าหมอมีความรู้ดี ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามคำแนะนำของหมอ หมอก็ต้องไม่แก่ หมอก็ต้องไม่ป่วย หมอก็ต้องไม่ตาย แต่ตามข่าวที่ทราบมา หมอในประเทศไทยตายไปแล้วนับล้านๆ คน นั่นเพราะว่าอะไร เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันดีนะ มันอาจจะดีจริงเพียงแค่ประทังชีวิตให้ทรงอยู่ แต่ทว่าเปล่า จะกันแก่กันตายน่ะมันไม่ได้

      ในเมื่ออาหารทุกอย่างไม่สมารถจะยับยั้งให้คนทรงชีวิตอยู่ได้ ร่างกายของคนแต่ละคนเต็มไปด้วยความสกปรก เมื่อนอกจากสกปรกแล้ว ก็ยังจะหาทางสลายตัวไปในที่สุด เป็นอันว่ามันสกปรกด้วย มันก็ไม่ใช่เราด้วย เอาจิตน้อมมาอย่างนี้ เราสกปรก เขาสกปรก และมานั่งดูคำว่าเราว่าเขาอยู่ที่ไหน ร่างกายนี้เป็นเรารึ ร่างกายโน้นเป็นของเขาหรือ

      เป็นอันว่าร่างกายทั้ง ๒ ประการนี้ ไม่มีเรา ไม่มีเขามันเป็นบ้านเช่าที่แสนจะสกปรก เป็นบ้านเช่าที่มีแต่ความผุพังไปตามปกติ ไม่ช้าเรากับมันก็จากกัน แล้วจิตใจของเรานั้นจะไปผูกพันด้วยโลกียวิสัย กามราคะปราถนาความเป็นคู่ครองซึ่งกันและกัน มันจะเกิดประโยชน์ตรงไหน คนที่รักจะเริ่มรักใคร ต้องเริ่มรักคนสวย เริ่มรักคนงาม มีการเยื้องกราย กริยาวาจาดีทุกอย่าง แต่ไอ้ตัวดีตัวนั้นน่ะมันดีนานไหม ไม่นาน ร่างกายก็สวยไม่นาน จริยาวาจาของแต่ละบุคคลมันก็ไม่อ่อนหวานอ่อนช้อยจริงๆ มันยังมีโมโหโทโส มีความเลวประจำอยู่ในจิต มีความโลภ มีความโกรธ มีความหลง

      ตัวทั้งหลายเหล่านี้เป็นปัจจัยของความทุกข์ ถ้าเราอยากคือตัณหา อยากได้มาเราก็อยากได้ทุกข์ เราก็ต้องตัดตัดด้วยกำลังของศีลบริสุทธิ์ ตัดด้วยกำลังของอารมณ์สมาธิ ที่เห็นว่าร่างกายของคนและสัตว์สกปรก และมีการสลายตัวไปในที่สุด ให้จิตมันทรงตัวอยู่แบบนี้ ในที่สุดจิตมันก็จะเบื่อเห็นคนเป็นซากศพ

      อันนี้มาด้านความโกรธ ในสมัยเป็นพระสกิทาคามี เราโกรธหน่อยหนึ่ง แล้วก็ให้อภัย มาด้านถึงอนาคามี ก็ตัดให้มันพังสลายไปเสียเลย วิธีตัดทำยังไง ใช้ กสิณ ๔ กสิณสีแดง สีเขียว สีเหลือง สีขาว อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ หรือว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมตตาพรหมวิหาร ๔ นั้นดีที่สุด เพราะมีอารมณ์เบา นั่งคิดไว้เสมอว่าเรากับเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร่างกายมันไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสาร ถ้าเราจะโกรธคนคนที่โกรธเรา เราก็จะเลวกว่าเขา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า และการโกรธมันทำให้เราหนุ่มขึ้นหรือเปล่า การโกรธทำให้เราสวยขึ้นไหม ความโกรธทำให้เราอิ่มเอิบขึ้นหรือเปล่า ความโกรธทำให้จิตเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ 

      เป็นอันว่าความโกรธ โทสัคคิ ไฟคือโทสะสร้างความเร่าร้อนให้แก่จิต โกรธง่ายแก่เร็ว โกรธบ่อยแก่บ่อย มันแก่ลงไปทุกวัน ในที่สุดมันก็พัง และความโกรธมันเผาผลาญร่างกาย เผาทั้งใจ ใจก็มีความเร่าร้อน เมื่อโกรธเขาใจเร่าร้อน ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่ช้ามันก็โทรม ไม่ช้ามันก็ตาย แล้วคนเราจะโกรธ เราโกรธทำไม อยากจะฆ่าเขาอย่างงั้นหรือ ถ้าเราไม่ฆ่า เขาตายไหม เป็นอันว่าเราไม่ฆ่าเขาก็ตาย ถ้าเราจะแกล้งเขามีทุกข์ถ้าเราไม่แกล้งเขา เขามีทุกข์ไหม เขาก็มีทุกข์แล้ว และในที่สุดเขาจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ความปรารถนาจะไม่สมหวัง ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้ เราจะโกรธเพื่อประโยชน์อะไร เราต้องการปัจจัยของความสุข ความโกรธเป็นปัจจัยเข้าสู่อบายภูมิ

      ฉะนั้น เราก็ยึดมั่นพรมวิหาร เมตตาความรัก กรุณาความสงสาร เห็นใครเขาโกรธเรา เราก็สงสารว่าพิโธ่เอ๋ย? ไม่น่าจะโง่เลย มาโกรธเราเข้า เขาก็หมดมิตรที่ดี คือเราไปคนหนึ่ง แล้วก็นอกจากเรา เพื่อนของเรา ญาติของเรา ลูกของเรา หลานของเรา ก็เป็นศัตรูเขาไปด้วย ช่วยเขาให้มีความทุกข์ใจมากที่สุด ฉะนั้นเรื่องความโกรธ เมื่อเขาโกรธมันไม่ดี เราก็ไม่โกรธเขาเช่นเดียวกัน เขาจะโกรธมาช่างเขา เราไม่โกรธไป

      จงดูตัวอย่างองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา ที่นางมาคันทิยา จ้างคนด่าพระพุทธเจ้าก็ไม่โกรธ พราหมณ์มาด่าต่อหน้าธารกำนัล พระพุทธเจ้าก็ไม่โกรธ จิญจมาณวิกา แกล้งกล่าวหาว่า พระองค์ทำให้เธอท้อง พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้โกรธ พระเทวทัต ทำอันตรายพระพุทธเจ้าทุกอย่างพระพุทธเจ้าก็ไม่โกรธ เพราะว่าพระองค์ไม่โกรธ อารมณ์พระองค์จึงมีความสุข แล้วก็พระองค์ไปนิพพาน คนที่โกรธพระพุทธเจ้ายั่วให้พระพุทธเจ้าโกรธ ทุกท่านไปอเวจีทั้งหมด

      เอาละ บรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคต ความจริงการศึกษาเข้ามาระดับนี้ มันสบายๆ ไม่มีอะไรมาก เพราะเข้าถึงจุดจะเข้าพระนิพพานอยู่แล้ว วันนี้หมดเวลา ขอบรรดาท่านสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วทุกท่าน จงตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น อยู่ในอิริยาบถที่ท่านเห็นว่าสบาย กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าท่านจะเห็นว่าเวลานั้นควรจะเลิก สวัสดี 

 



 

คัดจากหนังสือ "อริยบุคคล" หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี