พุทธศาสนาสำหรับเด็ก บทที่ ๔ พระพุทธเจ้าประสูติ

          ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะได้มาตรัสรู้นั้น เป็นสมัยที่มนุษย์ในโลกกำลังค้นคว้าหาข้อปฏิบัติธรรมอยู่ด้วยกันมาก พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์ได้มาเกิดในตระกูลกษัตริย์ศากยวงศ์ พระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระบิดา พระนางมายาเป็นพระมารดา พระองค์ประสูติ ณ วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพระพุทธศักราช ๘๐ ปี ประสูติที่สวนลุมพินีวัน นอกพระนคร พระองค์เป็นพระราชโอรสองค์แรกของพระเจ้าสุทโธทนะ

          เมื่อประสูติแล้วได้ ๗ วัน พระมารดาสิ้นพระชนม์ พระราชบิดาจึงมอบให้พระนางปชาบดีที่เป็นพระเจ้าแม่น้าและเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะด้วยเป็นผู้เลี้ยงพระองค์ มีพระนามว่า "สิทธัตถะ" หรือ "สิทธารถ" แต่คนโดยมากเรียกตามสกุลของพระองค์ว่า "โคดม" คำนี้ยังติดมาจนเมื่อพระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว คนที่ยังตั้งตัวเป็นกลางหรือยังไม่นับถือ ก็ยังเรียกว่าโคดม ส่วนผู้ที่นับถือเรียกพระนามต่างๆ เป็นต้นว่า พระพุทธเจ้าบ้าง พระศาสดาบ้าง พระผู้มีพระภาคบ้าง และอื่นอีกหลายอย่างด้วยความเคารพ และก่อนเมื่อยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เรียกพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นคำเรียกสำหรับยกย่องท่านผู้ที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า

          พระนางปชาบดีได้เป็นผู้เลี้ยงพระองค์มาจนมีพระชนม์ได้ ๑๖ ปี พระราชบิดาจึงโปรดให้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา ซึ่งเป็นพระธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธกษัตริย์ในโกลิยวงศ์ พระสุทโธทนะทรงเป็นพระราชธุระแก่พระราชโอรสมากตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ตลอดมา ด้วยตั้งพระทัยจะให้อยู่ครองราชสมบัติแทนพระองค์ต่อไป เพราะเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ และเป็นผู้ที่ได้ทรงศึกษาวิชาสำหรับกษัตริย์ได้ว่องไวชำนิชำนาญดี ไม่มีใครที่มีความรู้และความชำนาญเสมอกับพระองค์ และด้วยมีคำทำนายอยู่ว่าพระองค์เป็นผู้ประกอบด้วยพระมหาปุริสลักขณพยากรณ์ ถ้าอยุ่ในฆราวาสจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ถ้าออกบวชจะได้เป็นพระศาสดาเอกในโลก ไม่มีศาสดาไหนจะเสมอกับพระองค์ มีคำทำนายอยู่เช่นนี้ พระราชบิดาไม่พอพระทัยจะให้ออกบวช จะให้เพลิดเพลินอยู่ในราชสมบัติ จึงให้สร้างวังอันเป็นที่รโหฐาน มีสระบัวและสวนดอกไม้ต่างๆ ให้อยู่ปราสาทในฤดูร้อนหลังหนึ่ง ในฤดูฝนหลังหนึ่ง ในฤดูหนาวหลังหนึ่ง ในพระราชวังไม่ให้มีผู้ชายปะปนเลย ผู้หญิงก็เลือกแต่ล้วนที่รุ่นสาวมีรูปงามๆ สำหรับทรงใช้สอย และทำการขับกล่อมพิณพาทย์มโหรีบำรุงบำเรอให้เป็นที่สำราญพระทัยอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน

          พระสิทธัตถราชกุมารได้รับความบำรุงถึงปานนั้น ก็ไม่สู้จะทรงเพลิดเพลินอะไรนักทรงรำพึงถึงความทุกข์อันเนื่องด้วยความแก่ความไข้ความตายอยู่เนืองๆ แต่ยังไม่ถึงคราวที่นิมิตทั้ง ๓ นี้ปรากฏชัดในปัญญาของพระองค์ และพระสิทธัตถราชกุมารเคยเสด็จไปประพาสสวนนอกพระราชวังเนืองๆ

          เป็นสุขสำราญอยู่ในราชสมบัติจนพระชนมายุได้ ๒๙ ปี พระสิทธัตถราชกุมารเสด็จออกไปประพาสสวนเหมือนแต่ก่อน แต่มาถึงระหว่างทางเสด็จ

  • วันที่ ๑ ได้ทอด พระเนตรเห็นคนแก่มีร่างอันชำรุดทรุดโทรมเดินถือไม้เท้า
  • วันที่ ๒ เห็นคนไข้นอนร้องครวญคราง
  • วันที่ ๓ เห็นคนนอนตาย

          ทรงถือเอานิมิตทั้ง ๓ พิจารณาด้วยพระปัญญาปรากฏชัดว่าคนเป็นอันมากที่เกิดมาแล้ว ย่อมและเจ็บตายไปเปล่าหาได้ทำชีวิตของตนให้เป็นประโยชน์สักเท่าไรไม่ ยิ่งผู้ที่บริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ มัวเมาอยู่ในหมู่สตรีบำรุงบำเรออันเข้าใจว่าเป็นความสุข ก็ยิ่งทำให้ชีวิตเปล่าจากประโยชน์เช่นนั้น ก็เกิดสังเวชสลดพระทัยเบื่อหน่ายในราชสมบัติ ไม่มีความเพลิดเพลินเหมือนแต่ก่อน จึงเสด็จกลับเสียเพียงระหว่างทางนั้น ทั้ง ๓ วัน

          ต่อมาวันที่ ๔ เสด็จออกไปประพาสสวนถึงระหว่างทางได้ทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุรูป ๑ นุ่งห่มเรียบร้อยมีอาการสำรวมระวังเป็นอันดี ก็ทรงเลื่อมใส ทรงเห็นเพศบรรพชาเป็นทางที่ห่างจากอารมณ์อันล่อให้ลุ่มหลงเมามัว เป็นทางที่จะให้เกิดประโยชน์สำหรับตนและคนอื่นได้ไม่ทำให้ชีวิตล่วงไปเปล่า ทรงสันนิษฐานมั่นลงในเพศบรรพชา แต่ทรงนิ่งไว้มิให้ผู้ใดทราบเลย เสด็จไปประพาสสวนแต่ไม่ทรงรื่นเริงเหมือนวันก่อนๆ พักอยู่ในสวนจนตลอดวัน ครั้นเวลาเย็นได้ทรงรับข่าวว่า พระนางพิมพาประสูติพระโอรสเป็นชาย ก็ทรงพระดำริถึงความอาลัยในพระโอรส อันจะเป็นเครื่องเหนี่ยวหน่วงพระองค์ไว้ไม่ให้ออกบรรพชา

          ครั้นเสด็จกลับถึงพระราชวังแล้ว รอยู่จนเวลาดึกคนหลับหมด จึงเสด็จเข้าไปในห้องเห็นพระนางพิมพากับพระราหุลนอนหลับอยู่ ก็ถือเป็นโอกาสออกมาตรัสสั่งให้นายฉันนะผูกม้าพระที่นั่งชื่อกัณฐกะ ทรงม้าเสด็จออกจากพระนครในคืนนั้น

มีแต่นายฉันนะคนเดียวที่โปรดให้ตามเสด็จ ไปถึงฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่งชื่อว่า "อโนมา" ทรงตัดพระเกศาด้วยพระขรรค์ ถือเพศพรรพชา ส่วนนายฉันนะนั้นรับสั่งให้นำเครื่องทรงกับม้ากลับ


  จากหนังสือพระพุทธศาสนา โดย มหาอำมาตย์ตรี พระยาภักดีนฤเบศร์ เมษายน ๒๕๒๐