พุทธศาสนาสำหรับเด็ก บทที่ ๕ พระพุทธเจ้าบรรพชา ตรัสรู้ และปรินิพพาน

          ในสมัยที่พระสิทธัตถะออกบรรพชานี้ เป็นคราวที่อยู่ระหว่างซึ่งมนุษย์กำลังเสาะแสวงหาธรรมวิเศษ จนถึงได้ตั้งเป็นคณะกันขึ้นในที่ต่างๆ ใครมีความรู้อะไรก็ตั้งตนเป็นครูแนะนำสั่งสอนกันตามลัทธิของตน ยกลัทธิของตนขึ้นเป็นศาสนา ในหมู่ชนทั่วไปมีศาสนาพราหมณ์เป็นพื้น

          ศาสนาพราหมณ์ถือว่า คนจะดีชั่วต้องอาศัยอำนาจพระเป็นเจ้าทั้ง ๓ คือ พระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์ บันดาลให้เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม มีเทวดาเป็นเจ้าของ จึงให้กราบไหว้บูชาพระเป็นเจ้าและเทวดาเหล่านั้น มีพิธีบูชาด้วยฆ่าสัตว์บ้าง กองไฟขึ้นบูชาบ้าง เป็นต้น เรียกว่า บูชายัญ อันเข้าใจว่าเป็นมงคล และเป็นการที่จะให้ตนไปสู่สวรรค์บ้าง จะให้ถึงธรรมวิเศษต่างๆ บ้าง ตามลัทธิของตน พราหมณ์เป็นครูใหญ่

          และยังพวกที่ตั้งตนเป็นผู้ประพฤติในทางที่จะให้ตนเป็นคนวิเศษต่างๆ โดยมากพากันออกไปถือเพศเป็นนักบวชอยู่ตามป่า ที่เรียกว่า ชฎิล คือผู้ที่เกล้ามวยผมให้สูงเหมือนสวมชฎา นุ่งผ้าบ้าง นุ่งหนังบ้าง ใช้คำเรียกพวกนี้ว่าฤๅษีบ้าง ดาบสบ้าง ท่านพวกนี้โดยมากบูชาไฟ ด้วยเข้าใจว่าไฟจะเผาให้ โลภะ โทสะ โมหะ อันเป็นความชั่วหมดไปจะได้เป็นพระอรหันต์บ้าง จะได้ไปเกิดในพรหมโลกบ้าง

          ยังมีพวกที่ถือเพศเป็นนักบวชอีกหลายอย่างต่างๆ กัน นุ่งผ้าบ้าง นุ่งใบไม้บ้าง ที่เปลือยกายบ้างความประพฤติก็ต่างๆ กัน เช่นนอนเหนือแผ่นดินไม่มีอะไรรองเป็นนิตย์ก็มี ที่ต้องมีใบไม้รองก็มี พวกที่เคร่งครัดมากถือไม่นอนบ้าง ถือการนั่งหรือยืนอยู่ที่เดียวเป็นนิตย์บ้าง เอาไม้ทีมีหนามมารองนอนบ้าง กินอาหารแต่เฉพาะเช่นไม่กินข้าวกินแต่ผลไม้บ้าง บางพวกมีบุตรภรรยาบำรุงบำเรอและช่วยกันทำกิจพิธีบ้าง และยังมีลัทธิต่างๆ อีกมากเป็นหลายหมู่หลายพวก มีชื่อว่าปริพาชกบ้าง โยคีบ้าง สมณะบ้าง อเจลกและนิครนถ์บ้าง สุดแต่จะตั้งกันขึ้นตามหมู่ตามคณะพวกที่ต้องเที่ยวขออาหารเขาเลี้ยงชีวิต มีชื่อว่าภิกษุก็มี พวกเหล่านี้ถือตัวเป็นบรรพชิต คือ นักบวชและโดยมากตั้งตัวว่าเป็นพระอรหันต์บ้าง เป็นพระอริยะบ้าง แสดงลัทธิสั่งสอนคนอื่นๆ ตามลัทธิของตน ที่มีคนนับถือมากก็เป็นครูใหญ่มีที่ประชุมใหญ่ ถ้าจะรวมลัทธิของพวกบรรพชิตแล้ว อยู่ร่วมกับบุตรภรรยาอาศัยรูปเสียงกลิ่นรส และเครื่องประดับประดาร่างกายอันเป็นเครื่องยั่วยวนให้เกิดความรักใคร่ ด้วยความมุ่งหมายว่าเป็นความสุข ๑ พวกที่ทรมานตนให้ลำบากด้วยวิธีต่างๆ ด้วยเข้าใจว่าเป็นกิจวัตรอันทำตนให้เป็นคนวิเศษ ๑

          ส่วนพระพุทธเจ้าตั้งแต่เสด็จออกนอกบรรพชาแล้ว ก็ทรงทำความเพียรหาทางที่จะให้เกิดปัญญา ในชั้นต้นฝากพระองค์ศึกษาอยู่ในสำนักอาฬารดาบสและอุทกดาบส ซึ่งเป็นฤๅษีคนนับถือว่าเป็นผู้มีวิชาอะไรที่จะให้ศึกษาต่อไป ทรงเห็นว่าลัทธิต่างๆ ของพวกนักบวชเหล่านั้น ไม่ใช่ทางที่บรรลุธรรมวิเศษได้ จึงออกจากสำนักฤๅษีทั้ง ๒ ไปอยู่ตามลำพังพระองค์แต่ผู้เดียว ทรงทำความเพียรอย่างเคร่งครัด จนถึงไม่เสวยพระกระยาหารและกลั้นลมหายใจ ร่างกายของพระองค์ซูบผอมผิดกว่าปรกติ เกือบจะดำรงพระกายต่อไปไม่ได้ เป็นความเพียรอันยิ่งยวดที่ไม่มีใครจะสามารถทำได้ ก็ไม่ได้บรรลุธรรมวิเศษอะไร ได้รับแต่ความลำบากอย่างเดียวเท่านั้น จึงทรงเลิกเสียเพื่อทำความเพียรในทางอื่นต่อไป

          ในคราวที่พระองค์ออกบวชนั้น มีพราหมณ์ ๕ คนชื่อ

  • โกณฑัญญะ ๑
  • วัปปะ ๑
  • ภัททิยะ ๑
  • มหานามะ ๑
  • อัสสชิ ๑

          ซึ่งเคยได้เห็นและได้ยินว่า พระสิทธัตถะมีพระลักษณะต้องตามมหาปุริสลักษณพยากรณ์ เมื่อได้ทราบว่าเสด็จออกบรรพชา ก็มีความยินดีพากันออกบวชเป็นฤษี เรื่องชื่อฤษีทั้ง ๕ นี้รวมกันว่า "เบญจวัคคีย์" ตามมาอยู่เฝ้าปฏิบัติด้วยปรารถนาจะได้บรรลุธรรมวิเศษบ้าง แต่ครั้นเห็นพระองค์ทำความเพียรจนอดพระกระยาหารแล้ว คงไม่ได้ธรรมวิเศษอะไรอยู่เฝ้าปฏิบัติต่อไป น่าที่จะเสียเวลาเปล่า ก็พากันหลีกไปเสียที่อื่น พระองค์จึงอยู่ตามลำพังตั้งความเพียรต่อไป

          ครั้นถึงวันพุธขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพระพุทธศักราช ๔๕ ปี ประทับอยู่บนแท่นอันลาดด้วยหญ้าคาใต้ร่มไม้มหาโพธิ ซึ่งเรียกตามแผนที่ในปัจจุบันนี้ว่า โพธคยาซึ่งอยู่ในแคว้นคธ ตั้งแต่เวลาย่ำค่ำ ทรงทำความเพียรพิจารณาหาเหตุและผลแห่งความเกิดขึ้นของสภาพธรรมต่างๆ เกิดความรู้ขึ้นตามลำดับจนเวลาจวนรุ่ง ก็ได้ตรัสรู้ธรรมวิเศษทั้งปวงสำเร็จเป็นองค์พระพุทธเจ้า 

          นับแต่ประสูติแล้วมา พระองค์เป็นคฤหัสถ์อยู่ ๒๓ ปี ออกบรรพชาทำความเพียร ๖ เดือน เมื่อได้ตรัสรู้แล้ว เที่ยวสั่งสอนสาวกประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้ในโลกอีก ๔๕ ปี รวมพระชนมายุ ๘๐ ปี ก็ปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา ซึ่งตั้งอยู่ในแคว้นมัลละ  เมื่อ ณ วันอังคารขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ปีมะเส็ง นับพระพุทธศักราชแต่ปีนี้เป็นที่ ๑ เป็นต้นมา

          เมืองกุสินารานั้นบัดนี้เรียกว่ากาเซีย (Kasia) อยู่ในอำเภอดีโอเรีย (Deotria) รัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) แห่งประเทศอินเดีย

  จากหนังสือพระพุทธศาสนา โดย มหาอำมาตย์ตรี พระยาภักดีนฤเบศร์ เมษายน ๒๕๒๐