พุทธศาสนาสำหรับเด็ก บทที่ ๑๐ การสืบต่อมาแห่งศาสนา |
||
|
คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เมื่อพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ ยังไม่ได้จัดเป็นหมวด เป็นคัมภีร์ และทั้งไม่ได้จดจารลงไว้ด้วยตัวหนังสือ เพียงแต่จำไว้ในใจมีเหตุอะไรมาขัดขวางต่อคำสอน พระพุทธเจ้าก็ตรัสบัญญัติขึ้นให้พระสาวกจำไว้ และประพฤติตามบัญญัตินั้น เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระสงฆ์สาวกก็ยังช่วยกันจำไว้สอนกันต่อๆ มาอีกถึง ๔๓๓ ปี เมื่อมีเหตุขัดข้องหรือมีข้อโต้เถียงกันขึ้น ท่านก็ประชุมกันตัดสิน รวบรวมคำสอนเข้าตามหมวด ตามคัมภีร์ มีการสวดขึ้นพร้อมกัน คือสวดให้ถูกต้องเป็นแบบเดียวกันการที่ทำเช่นนี้เรียกว่า "สังคายนา" การสังคายนา ตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วมา ได้มาทำหลายคราวและทำในปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วนั้นคราว ๑ เป็นครั้งแรกเรียกว่า ปฐมสังคายนาพระสาวกผู้เป็นประธานในการสังคายนาครั้งนี้ คือพระกัสสปเถระ เป็นพระสาวกผู้ใหญ่ พร้อมด้วยพระอุบาลีและพระอานนท์ กับพระอรหันต์อื่นมีจำนวน ๕๐๐ องค์
ทำที่ถ้ำสัตบรรณคูหาข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้เมืองราชคฤห์ พระเจ้าอชาตศัตรูผู้ครองนคร เป็นผู้อุปถัมภ์ ครั้นพระพุทธศาสนาล่วงได้ ๑๐๐ ปี มีข้อแก่งแย่งกันขึ้นในระหว่างคณะสงฆ์ พระอรหันต์องค์หนึ่ง ชื่อพระสัพพกามีเป็นประธาน พร้อมด้วยพระยสและพระอรหันต์อื่นๆ รวม ๗๐๐ องค์ ประชุมกันทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ที่เวฬุการามใกล้เมืองเวสาลี พระเจ้ากาฬาโศกราชผู้ครองนครนั้นเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงได้ ๒๑๘ ปี พระเจ้าศรีธรรมมาโศกราชครองกรุงปาตลีบุตร มีอำนาจแผ่นไปในประเทศต่างๆ ตั้งพระทัยบำรุงพระพุทธศาสนาสร้างวิหารและพระเจดีย์ นำพระธาตุของพระพุทธเจ้ามาบรรจุไว้หลายแห่ง ครั้งนั้นมีคนนับถือพระพุทธศาสนามาก พระภิกษุสงฆ์ก็บริบูรณ์ด้วยลาภสักการะมีอาหารบิณฑบาตเป็นต้น คนภายนอกที่ไม่นับถือ เห็นเป็นความสบาย จึงปลอมตัวเป็นภิกษุเข้ามาอยู่ปะปนกับภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก และแสดงลัทธิให้ผิดๆ ไป เมื่อรู้เรื่องกันขึ้น พระโมคคัลลีบุตรดิสสเถระ จึงประชุมพระอรหันต์ ๑,๐๐๐ องค์ ปรึกษากันเห็นว่า พวกปลอมบวชจะทำศาสนาให้ฟั่นเฟือน จึงกำจัดไปเสีย แล้วทำสังคายนาครั้งที่ ๓ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชเป็นผู้อุปถัมภ์ พระพุทธศาสนาล่วงได้ ๒๓๘ ปี พระมหินทเถระ ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช นำพระพุทธศาสนาไปประดิษฐาน ณ เกาะลังกา ประชุมพระอรหันต์ ๑๘ องค์ กับพระสงฆ์ที่เป็นผู้รู้ธรรม ทำสังคายนาครั้งที่ ๔ พระเจ้าเทวานัมปิยดิสเป็นผู้อุปถัมภ์ การทำสังคายนาทั้ง ๔ ครั้งนี้ ก็เป็นแต่ช่วยกันจำไว้เท่านั้น ยังไม่ได้จดจารลงเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อเมื่อพระพุทธศาสนาล่วงได้ ๔๓๓ ปี พระอรหันต์หลายองค์ที่อยู่ในเกาะลังกาเห็นว่านานไปเมื่อหมดพระอรหันต์แล้ว ยังเหลืออยู่แต่ปุถุชน การทรงจำย่อมจะคลาดเคลื่อน เมื่อมีข้อแก่งแย่งทุ่มเถียงกันขึ้น จะไม่มีอะไรตัดสิน จึงประชุมกันและเลือกพระภิกษุปุถุชนที่มีความรู้ ทำสังคายนาครั้งที่ ๕ ที่วัดคีรีวิหาร เมืองอนุราชบุรี ที่ตั้งอยู่ในเกาะลังกา พระเจ้าวัฏคามินีอภัยเป็นผู้อุปถัมภ์ ครั้งนี้ได้จารึกพระไตรปิฎกลงในใบลาน
แต่แปลเป็นภาษาสิงหล ซึ่งเป็นภาษาของชาวเกาะลังกา ส่วนที่มีในภายหลังต่อมา จะหาท่านผู้ทรงจำพระไตรปิฎกได้ ให้สวดพร้อมๆ กันเป็นการยาก จึงถือเอาการชำระสอบสวนคัมภีร์ที่เขียนไว้เป็นตัวหนังสือแล้วนั้นให้ถูกต้อง แต่ท่านก็นับเข้าในการสังคายนาเหมือนกัน เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงได้ ๙๕๖ ปี พระมหาเถระองค์หนึ่ง ชื่อพระพุทธโฆษจารย์ ชาวชมพูทวีปไปสู่เกาะลังกาแปลภาษาสิงหลเป็นภาษามคธ แล้วจารลงในใบลาน ทำที่โลหปราสาทเมืองอนุราชบุรี พระมหานามผู้ครองนครอนุราชบุรีเป็นผู้อุปถัมภ์ แต่แปลตามที่ต้องการ ไม่ได้แปลทั้งหมด นับเป็นสังคายนาที่ ๖ ครั้นต่อมาเมื่อพระพุทธศานาล่วงได้ ๑๕๘๗ ปี พระเถระหลายรูปมีพระกัสสปเป็นประธาน พร้อมด้วยพระภิกษุที่มีปัญญารู้พระไตรปิฎกอีกเป็นอันมาก ประชุมกันตรวจชำระทั้งที่แปลเป็นภาษามคธและภาษาสิงหล ครั้งนี้แปลเป็นภาษามคธหมด นับเป็นสังคยานาครั้งที่ ๗ ทำที่เกาะลังกา พระเจ้าปรักกมพาหุเป็นผู้อุปถัมภ์ คำสอนในพระพุทธศาสนาจึงอยู่ในภาษามคธเป็นหลัก และนิยมกันว่าภาษามคธเป็นภาษาของพระพุทธศาสนาตั้งแต่นั้นมาจนทุกวันนี้ ครั้นพระพุทธศาสนาล่วงได้ ๒๐๒๐ ปี พระเถระเมืองนพีสี (คือเมืองเชียงใหม่) มีพระธรรมทินนเถระเป็นประธานตรวจชำระพระไตรปิฎกอีกครั้งหนึ่ง มีพระเจ้าศิริธรรมจักรวัติเป็นผู้อุปถัมภ์นับเป็นการสังคายนาที่ ๘ ตั้งแต่นั้นมาพระพุทธศาสนาก็แผ่แพร่หลายออกไป ในลำดับกาลต่อมา พระพุทธศาสนาก็รุ่งเรืองตั้งมั่นในประเทศไทยด้วย เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงได้ ๒๓๓๑ ปี สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรี ผู้เป็นพระปฐมบรมกษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้ทรงสร้างกรุงเทพมหานครขึ้นเป็นเมืองหลวงในประเทศไทยของเรา โปรดใดสมเด็จพระสังฆราชพร้อมด้วยพระราชาคณะฐานาเปรียญรวม ๒๓๘ รูป กับคฤหัสถ์ราชบัณฑิตที่เคยได้เล่าเรียนมาอีก ๓๒ นาย ประชุมกันชำระพระไตรปิฎก ณ วัดมหาธาตุ ซึ่งในเวลานั้นเรียกว่าวัดพระศรีสรรเพชดาราม รวมเวลาถึง ๕ เดือน พระองค์ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปสู่ที่ชุมนุมนี้ด้วยทุกวัน เมื่อตรวจชำระถูกต้องแล้วให้คัดลอกจากต้นฉบับ จารลงในใบลานด้วยอักษรขอมจบทั้ง ๓ พระไตรปิฎก และทรงสร้างหอและตู้สำหรับเก็บรักษาที่เรียกว่า หอมนเฑียรธรรม อยู่ในบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อให้พระภิกษุสามเณรศึกษาเล่าเรียน นับเป็นการสังคายนาที่ ๙ เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงได้ ๒๔๓๗ ปี สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะทรงทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้รุ่งเรืองแพร่หลายไปในนานาประเทศ ทรงพระราชดำริจะสร้างพระไตรปิฎก แต่การเขียนลงในใบลานเป็นอักษรขอมอย่างที่ทำกันมา จะได้แต่ละฉบับเป็นการช้าและได้น้อยนัก ไม่พอพระราชศรัทธา จึงโปรดให้พิมพ์ด้วยอักษรไทย ทรงอาราธนาสมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์มหาสังฆปริณายก พร้อมด้วยสมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อยังทรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส และสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ กับพระราชาคณะอีกหลายองค์ ตรวจสอบต้นฉบับและอักษรพิมพ์จบแล้วเสร็จ เป็นหนังสือ ๑๐๐๐ จบ จบละ ๓๙ เล่ม พระราชทานไว้สำหรับวัดหลวงทั่วไป เพื่อให้เป็นที่สะดวกแก่พระภิกษุสามเณรที่มีความประสงค์ในการศึกษา และพระราชทานแก่หอสมุดในนานาประเทศทั่วไป การพิมพ์พระไตรปิฎกครั้งนี้นับเป็นการสังคายนาที่ ๑๐
คำสอนของพระพุทธเจ้าที่คงอยู่ได้ไม่ฟั่นเฟือน
ก็เพราะพระภิกษุสงฆ์พากันเล่าเรียน
จดจำกันไว้สืบๆ มาและมีการชำระตรวจสอบให้ถูกต้องที่เรียกว่า
การสังคายนา ตามที่ว่ามาข้างต้นนี้ และการสังคายนาครั้งไรที่เมืองไหน
ย่อมได้อาศัยอำนาจการปกครอง
และความช่วยเหลือเกื้อหนุนของกษัตริย์ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่แห่งเมืองนั้นๆ ตลอดมาทุกคราว ถ้าไม่ได้อาศัยกำลังอำนาจการปกครองของพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ศาสนาก็ย่อมเสื่อมไป
พระพุทธศาสนาที่เจริญอยู่ในประเทศไทยนั้นก็เพราะพระเจ้าอยู่หัวของเราทุกพระองค์แต่โบราณมา
จนตราบเท่าทุกวันนี้ ทรงเลื่อมใสและทรงเป็นพระราชธุระอุปถัมภ์ตลอดมา นับการปกครองพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่แผนกหนึ่ง ในการปกครองพระราชอาณาจักร พระเจ้าอยู่หัวของเราจึงไม่ใช่แต่เป็นเจ้าชีวิตปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเท่านั้น พระองค์ย่อมเป็นเจ้าของทรงปกครองพระพุทธศาสนาด้วย พระพุทธศาสนาจึงรุ่งเรืองตลอดมาจนทุกวันนี้ มีพระเกียรติยศปรากฏไปในนานาประเทศว่า เป็นผู้ทรงพระคุณสมบัติอันพิเศษพระองค์หนึ่งในทางบำรุงพระพุทธศาสนา จากหนังสือพระพุทธศาสนา โดย มหาอำมาตย์ตรี พระยาภักดีนฤเบศร์ เมษายน ๒๕๒๐ |
||