พุทธศาสนาสำหรับเด็ก บทที่ ๑๒ จารีตประเพณีนับถือพระพุทธศาสนา

             ในพระพุทธศาสนา นอกจากมีการทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ รักษาศีล ตามที่ว่ามาแล้ว ยังมีการทอดกฐิน นิยมกันว่า เป็นกุศลประจำปีอันสำคัญอย่างหนึ่งการทอดกฐินนี้ แปลกกับการทำบุญอย่างอื่น ด้วยมีเวลากำหนดทำได้เฉพาะแต่วันแรมค่ำ ๑ เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ นอกจากกำหนดนี้ทำไม่ได้ และเฉพาะในวัดหนึ่งๆ ก็มีแต่หนเดียว พระที่รับผ้ากฐินก็รับได้แต่หนเดียวเหมือนกัน ชาวบ้านจึงนิยมทอดกฐินมีทั่วไปทุกวัด ส่วนวัดหลวงพระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จไปพระราชทานพระกฐินเป็นกระบวน ทั้งทางน้ำและทางบกเป็นที่รื่นเริงของประชาชน พากันมาคอยดูกระบวนเสด็จเป็นการครึกครื้นมาก วัดที่มิได้เสด็จ ก็พระราชทานเครื่องพระกฐินให้เจ้านายหรือขุนนางนำไปทอดแทน

             เครื่องกฐิน ที่สำหรับให้เป็นกฐินแท้ๆ นั้น ก็คือผ้าผืน ๑ จะเป็นผ้าสังฆาฏิหรือผ้าจีวร สบงก็ใช้ได้ ไม่ใช่ต้องใช้ทั้ง ๓ ผืน ครั้งเมื่อชาวบ้านยังทำสบงจีวรไม่เป็น พระท่านต้องช่วยกันทำเอง วิธีทำเอาไม้แบบที่เรียกว่าไม้สะดึงทาบลงบนผ้าให้ได้กับแบบแล้วจึงตัดตามนั้น จึงเรียกผ้านั้นว่า "ผ้ากฐิน" หมายความว่า "ผ้าที่ทาบไม้สะดึง" นั้นเอง คำว่า "กฐิน" นั้นแปลว่า "ไม้สะดึง"  ครั้นเมื่อชาวบ้านรู้จักเย็บย้อมผ้าสบงจีวรได้แล้ว ก็เย็บย้อมเสียให้เสด็จแล้วนำไปทอดบ้าง ที่นำเอาแต่ผ้าขาวพอทำสบงหรือจีวรได้ผืนหนึ่ง ไปทอดให้พระท่านเย็บย้อมเองบ้าง จึงนิยมกันว่า ผ้าสำหรับทอดกฐิน จะเป็นผ้าเหลืองหรือผ้าขาวก็ได้

             ต่อมาชาวบ้านมีศรัทธามากขึ้น จึงจัดหาผ้าให้มากขึ้นรวมเข้าเป็นผ้าไตร และมีสิ่งของต่างๆ เช่น บาตร ย่าม ที่นอน มุ้ง และเครื่องใช้อื่นๆ เพิ่มเข้า มีของถวายตลอดถึงพระองค์อื่นๆ ที่รวมอยู่ในวัดนั้นด้วย และมีการแห่แหนกันเป็นการสนุกสนาน

             เมื่อนำเครื่องกฐินไปถึงวัดแล้ว นำผ้าเข้าไปในโบสถ์วางลงในที่ประชุมสงฆ์แล้วถวาย ตั้ง นโม จบ ๓ หน แล้วว่า "อิมํ สปริวารํ กฐินจีวรทุสสํ สงฆสส โอโณชยาม" ๓ หน การถวายจะว่าแต่คนเดียว หรือหลายคนว่าพร้อมกันก็ได้ และคำถวายนั้นจะว่าให้มากออกไปอีกก็ได้ เมื่อถวายจบแล้ว พระท่านพร้อมกันรับว่า "สาธุ" เป็นหมดหน้าที่ของชาวบ้าน ต่อนี้ไปพระท่านทำอปโลกน์ คือเปิดโอกาสให้สงฆ์ออกเสียงเลือกผู้ที่จะได้ครองผ้ากฐิน เมื่อสงฆ์เห็นควรแก่พระภิกษุรูปใดพร้อมกันแล้ว พระภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ครองผ้ากฐิน การเลือกตามที่ปฏิบัติกันมาแต่ก่อนเคยเลือกพระภิกษุที่มีผ้าเก่ากว่าผู้อื่น ภายหลังผู้รู้ความประสงค์เรื่องนี้ เห็นควรเลือกท่านผู้ที่มีความรู้ในพระวินัยเป็นผู้ครองผ้ากฐิน การปกครองพระพุทธศาสนาก็ยกย่องท่านผู้ที่ความรู้ให้เป็นใหญ่ปกครองพระสงฆ์ในวัดนั้นๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงเลือกท่านผู้เป็นใหญ่อยู่ในวัดนั้นที่เรียกกันว่า เจ้าอาวาส หรือสมภารเจ้าวัด เป็นผู้ครองผ้ากฐินเป็นธรรมเนียมนิยมกันสืบมาจนทุกวันนี้

             นอกจากการทอดกฐิน ยังมีการทอดผ้าป่าและมีเทศน์มหาชาติ อันนับว่าเป็นการทำบุญที่ทำด้วยความรื่นเริงสนุกสนาน

             ยังมีการที่นิยมกันเป็นประเพณีเช่นการบวช คือ ผู้ชายเมื่ออายุครบ ๒๐ ปี บวชเป็นพระภิกษุ (เรียกว่าอุปสมบท) ถ้ายังไม่ครบ ๒๐ ปีก็บวชเป็น สามเณร (เรียกว่าบรรพชา) หรือจะสึกเมื่อไรก็ได้ ต้องแล้วแต่ใจ ไม่มีใครกะเกณฑ์ว่าเท่านั้นเท่านี้ แต่ก่อนผู้หญิงก็บวชได้ ถ้าอุปสมบทก็เรียกว่าภิกษุณี ถ้าบรรพชาเรียกว่า สามเณรี แต่ครั้นไม่มีพระอรหันต์แล้วการบวชของผู้หญิงก็หมดไป ผู้หญิงจึงคงแต่รักษาศีลฟังเทศน์และทำบุญอย่างอื่นๆ

             ผู้ที่บวชนั้น มีความประสงค์จะศึกษาให้เข้าใจในข้อปฏิบัติของพระพุทธศาสนา ด้วยข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์กับของพระภิกษุ มีต่างกันอยู่บ้าง ผู้ที่จะทราบไว้ทั้ง ๒ อย่าง และฝึกหัดอัธยาศัยเป็นการปลูกความเชื่อถือในพระพุทธศาสนาให้มั่นคงด้วยมีอยู่เป็นพื้น การบวชจึงเป็นที่นิยมกันอยู่ในชนชาวสยามทั่วไปทุกชั้น

             ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา ยอมตนเป็นคนรับปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น แบ่งเป็น ๒ พวก คือผู้ที่สละทรัพย์สมบัติ กับทั้งบ้านเรือนบุตรภรรยา ออกบวชเป็นพระภิกษุ หรือเป็นสามเณรที่กล่าวมาแล้ว เรียกว่าบรรพชิตพวก ๑ ผู้ที่ยังอยู่ในเพศคฤหัสถ์เรียกว่าอุบาสกอุบาสิกาพวก ๑ คฤหัสถ์ที่จะยอมรับปฏิบัติตามคำสอนนั้นในเบื้องต้นย่อมปฏิญาณตนเป็นผู้ถึงซึ่งรัตนตรัยว่า เป็นที่พึ่งที่ระลึกเป็นการแสดงตนว่า เป็นอุบาสกหรืออุบาสิกาเสียก่อน การปฏิญาณตนนั้น ตามปรกติท่านให้ปฏิญาณตน ๓ ครั้ง ว่าตามท่านผู้สอนไปทุกครั้ง แต่ผู้ปฏิญาณต้องกล่าวคำขอขึ้นก่อนที่เรียกว่าอาราธนา พร้อมกับศีลว่า อหํ ภนฺเต ติสรเณน สห ปญฺจสีลานิ ยาจามิ (มากคนว่า มยํ แทน อหํ ยาจาม แทน ยาจามิ ศีล ๘ ว่า อฏฐ แทน ปญฺจ) แล้วพระท่านจึงสอนให้เราว่าตามดังนี้ 

             "พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก 
             ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าถึงพระธรรมว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก 
             สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก" 

ผู้ที่รับก็ว่าตามท่านไปทีละบทๆ แล้วท่านว่า ทุติยมฺปิ พุทฺธํ ฯลฯ ตติยมฺปิ พุทฺธํ ฯลฯ ผู้ที่ได้รับก็ว่าตามท่านไปอีกจนจบ เพียงเท่านี้ ว่าแต่คำบาลีไม่ต้องว่าคำแปลก็ได้ต่อนี้ไปผู้รับสรณคมน์แล้ว กล่าวคำประกาศตนอีกครั้งหนึ่งว่า 

             "เอสาหํ ภนฺเต สุจิรปรินิพฺพุตมฺปิ ตํ ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺทญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสกํ มํ สงฺโฆ ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตํ" 
ความว่า 
             ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงพระผู้พระภาคนั้น แม้ปรินิพพานนานดีแล้ว กับพระธรรมด้วย พระสงฆ์ด้วยว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าไว้ ว่าเป็นอุบาสกถึงสรณะแล้วจนตลอดชีวิตในวันนี้เป็นต้นไป (ถ้าผู้หญิงว่า ปุปาสิกํ แทน อุปาสกํฯ ถ้าพระสงฆ์องค์เดียว ว่า มํ ภนฺเต ธาเรถ แทน มํ สงฺโฆ ธาเรตุ ) ก็เป็นอันว่าได้ปฎิญาณตนเป็นคนถึงซึ่งพระรัตนตรัย ผู้ชายเรียกว่า อุบาสก ผู้หญิงเรียกว่า อุบาสิกา บาลีที่พระท่านว่า ซึ่งเราว่าตามท่านตามที่ว่ามานี้นั้น เรียกว่า "สรณคมน์" พระท่านเป็นผู้ให้ เราเป็นผู้รับ 

             เดิมเมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ใหม่ๆ มีแต่พระพุทธเจ้ากับพระธรรมเท่านั้น ยังไม่มีพระสงฆ์ ผู้ที่เป็นอุบาสก ด้วยได้รับสรณคมน์แต่ ๒ อย่างนี้ คือชาย ๒ คนพี่น้อง ชื่อ ตปุสสะ กัลลิกะ ๑ เป็นพ่อค้าเดินมาแต่ทางไกล เห็นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ภายใต้ต้นไม้เกด จึงนำสัตตูก้อน สัตตูผง ที่ติดมาเป็นเสบียงเดินทางเข้าไปถวาย มีความเลื่อมใสเปล่งคำปฎิญาณแสดงตนเป็นอุบาสก อ้างพระพุทธเจ้า กับพระธรรมเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ๒ คนนี้ เป็นอุบาสกแรกเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา แต่ได้ถึงสรณคมน์ ๒ อย่างเท่านั้น สรคมน์ ๒ อย่างนี้ ท่านเรียกว่า "เทววาจิกสรณคมน์" 

             ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าได้โปรดปัญจวัคคีย์ให้สำเร็จมรรคผลได้บวชเป็นพระภิกษุขึ้นแล้ว พระสงฆ์จึงมีปรากฏขึ้นในศาสนา เป็นสรณคมน์ที่เพิ่มขึ้นอีก ๑ เป็น ๓ จึงรวมเรียกกันว่า ไตรสรณคมน์ หรือ พระรัตนตรัย ผู้ที่ปฎิญาณตนแสดงตนว่า ถึงไตรสรณคมน์ เรียกว่าอุบาสกอุบาสิกานั้น คือ เศรษฐีบิดาของพระยสกับมารดา และภรรยาของพระยส ทั้ง ๓ นี้ เป็นคนแรก สรณคมน์ทั้ง ๓ นี้ เรียกว่า "เตวาจิกสรณคมน์" 

             ตั้งแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้ง ๓ นี้มีขึ้นในโลกแล้ว ผู้ที่จะแสดงตนเป็นอุบาสก อุบาสิกาต้องปฎิญาณตนว่า เป็นผู้ถึงสรณะทั้ง ๓ นี้ตลอดมาจนทุกวันนี้ จะเลือกเอาแต่เฉพาะอย่างเดียว หรือ ๒ อย่างไม่ได้ เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ท่านมีคุณต่อเนื่องเป็นอันเดียวกัน ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทที่ ๙ นั้น 

             เมื่อแสดงตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา นับถือพระรัตนตรัยแล้ว จึงควรรับข้อปฎิบัติตามคำสั่งสอนต่อไป เพราะเหตุนี้ เมื่อพระท่านจะให้ศีลหรือเทศน์ให้เราฟัง หรือสวดมนต์ให้เป็นความเจริญแก่เรา ท่านจึงให้เรารับสรณคมน์ก่อน

             การถึงสรณคมน์นั้น ต้องถึงด้วยใจที่นับถือ ไม่ใช่สักแต่ว่าด้วยปาก สรณะที่แปลว่าที่พึ่งนั้น ท่านหมายความว่า พึ่งด้วยใจ ไม่ใช่เป็นการพึ่งหรืออาศัยกำลังอันเป็นเครื่องประกอบการงาน หรือพึ่งอำนาจวาสนาเพื่อความคุ้มเกรงภายนอก อย่างที่เราพึ่งญาติพี่น้อง และพึ่งผู้ที่มีทรัพย์สมบัติยศศักดิ์ การพึ่งด้วยใจ คือ การเอาใจเราระลึกถึงบุญคุณของพระรัตนตรัยตามที่ว่าไว้ในบทที่ ๔ คุณของพระรัตนตรัยจะเป็นที่พึ่งแก่เราได้ เราไม่ให้อธรรมะ คือ ความโลภ อยากได้ของคนอื่น โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลงเข้ามาครอบงำทำให้ในเราเดือดร้อน เมื่อเราประพฤติให้ถูกต้องตามทางธรรมอยู่แล้ว ใจเราก็สบายอันเป็นผลที่เกิดแต่เราประพฤติถูกตามทางธรรม ถ้าเราไม่ประพฤติให้ถูกต้องตามทางธรรมแล้ว พระรัตนตรัยก็เป็นที่พึ่งแก่เราไม่ได้ 

             ผู้ที่ปฎิญาณตนว่า เป็นอุบาสก อุบาสิกานั้น ต้องเป็นผู้ที่มีใจเชื่อในคุณของพระรัตนตรัยว่า เป็นของดี ของประเสริฐกว่าสิ่งทั้งปวง และประพฤติตนให้อยู่ในธรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติของอุบาสกอุบาสิกา คือต้องรักษาศีล ๕ ไม่ประพฤติล่วงศีล ๕ ส่วนศีล ๘ ที่ว่าเป็นอุโบสถศีลซึ่งรักษาเฉพาะในวันพระนั้น จะรักษาหรือไม่รักษาก็ได้ แล้วแต่ใจ ท่านไม่บังคับ 

  จากหนังสือพระพุทธศาสนา โดย มหาอำมาตย์ตรี พระยาภักดีนฤเบศร์ เมษายน ๒๕๒๐