|
แต่ก่อนเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ตรัสรู้นั้น พระสงฆ์ไม่มี เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เทศนาสั่งสอนเบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ในเวลานั้นถือเพศเป็นฤๅษี เมื่อได้บรรลุมรรคผลแล้ว มีความเชื่อถือและนับถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจึงขอบวช พระพุทธเจ้าก็บวชให้เป็นพระภิกษุ ตั้งแต่นั้นมาใครนับถือพระพุทธเจ้าประสงค์จะบวชบ้างก็ไปขอบวช พระพุทธเจ้าก็บวชให้ ครั้นมีพระภิกษุสาวกมากขึ้น และแยกย้ายกันไปเที่ยวสั่งสอนพระศาสนาในที่ต่างๆ มีผู้นับถืออยากบวชต้องพากันมาขอบวชต่อพระพุทธเจ้าเป็นการลำบาก พระองค์จึงโปรดอนุญาตให้พระภิกษุสาวกบวชคนอื่นแทนพระองค์ พระภิกษุที่ให้คนอื่นบวชนั้น เรียกว่า
อุปัชฌายะ ครั้นมีผู้สมัครบวชแพร่หลายมากขึ้น จึ้งตั้งบัญญัติให้มีอุปัชฌายะเป็นประธาน และกรรมวาจา เป็นผู้ไต่ถามข้อความต่างๆ ที่ควรและไม่ควรแก่ผู้ที่จะบวช กับให้มีคณะสงฆ์เพิ่มขึ้น และให้เป็นกิจกรรมของสงฆ์ส่วนหนึ่ง ในพระวินัย
การบวชมีพระอุปัชฌายะ พระกรรมวาจา และพระสงฆ์อื่นๆ อีก แต่ก่อนกำหนดตั้งแต่ ๕ รูป ขึ้นไป ต่อมาก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น ที่นิยมกันต่อมาจนทุกวันนี้ มีกำหนดรวมด้วยกัน ๒๕ รูปบ้าง ๓๐ รูปบ้าง แต่ที่บวชกันโดยมากมี ๒๕ รูป แต่ก่อนมีพระน้อย จึงกำหนดเพียงให้ครบคณะ ๔ รูป เป็นคณะสงฆ์ ท่านผู้เป็นประธาน ๑ จึงเป็น ๕ ต่อมามีพระมากขึ้น จึงรวมประชุมกันให้มากขึ้น นั่งประชุมกันในอุโบสถ ผู้ที่ต้องการบวชจะต้องหาเครื่องบวชใหพร้อม ที่เรียกว่าเครื่องบริขาร ๘ คือ ไตรจีวร บาตร กล่องเข็ม มีดโกน รัดประคดเอว กระบอกกรองน้ำ เหล่านี้ต้องมี เครื่องใช้ต่างๆ อีกนั้นไม่กำหนด ตามแต่จะหาได้ หรือไม่มีก็ได้ แต่ที่นำเข้าไปแสดงแก่หมู่สงฆ์ ก็คือผ้าไตรสำหรับนุ่งห่ม และบาตร กล่องเข็ม มีดโกน รัดประคดเอว กระบอกกรองน้ำ เท่านั้น และยังมีธูปเทียนดอกไม้ เป็นเครื่องสักการะพระอุปัชฌายะ พระกรรมวาจา ตลอดถึงมีของถวายพระอันดับ นั้นก็ตามแต่จะหาได้ไม่จำกัด แต่ก่อนๆ มาเมื่อพระพุทธเจ้ายังอยู่ ก็มีแต่ไตรจีวร บาตร กล่องเข็ม มีดโกน รัดประคดเอว กระบอกกรองน้ำเท่านั้น และบวชกันเงียบๆ ไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น ต่อมาภายหลัง มีความนิยมกันมากขึ้น และผู้ที่ศรัทธาก็มีความปรารถนาจะช่วยเป็นการทำบุญ ท่านผู้ที่จะบวชเมื่อบวชแล้ว ก็มีกุฎิวิหารเป็นที่อยู่สบาย จึงมีของต่างๆ เพิ่มเติมกันขึ้นและญาติพี่น้องก็มาช่วยกันจนถึงมีการทำขวัญ และมีการแห่กันอย่างสนุกสนาน ผู้ที่จะบวชเรียกว่า
นาค จึงเรียกกันว่า ทำขวัญนาค แห่นาค บวชนาค
ผู้ที่ได้บวชเช่นนี้แหละ เรียกว่า พระภิกษุ เมื่อท่านมาประชุมพร้อมกันในที่อันเดียว หรืออยู่ในหมู่เดียวกันตั้งแต่ ๔ องค์ขึ้นไป เรียกว่าพระสงฆ์ ท่านเป็นผู้ได้ศึกษา จดจำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้ สั่งสอนกันต่อๆ มาจนทุกวันนี้ พระสงฆ์จึงเป็นผู้สืบพระพุทธศาสนา ผู้ที่มีความเชื่อต่อพระศาสนา มีความประสงค์จะให้มีพระสงฆ์สืบต่อกันไป เพื่อให้พระพุทธศาสนาถาวรอยู่ได้นาน จึงช่วยกันทำบุญเป็นการบำรุง เช่นช่วยกันสร้างวัดให้ท่านอยู่ เมื่อท่านมีที่อยู่แล้วก็ช่วยกันหาอาหารให้ท่าน เพราะท่านไม่มีการทำสวนหรือทำนาหรือค้าขายเหมือนชาวบ้าน ท่านได้รับความบำรุงของเราแล้ว ท่านก็ตอบแทนเราด้วยการสั่งสอน เวลาเช้าท่านไปบิณฑบาตร ชาวบ้านที่มีความเอื้อเฟื้อก็หาข้าวและกับข้าวตามแต่จะหาได้คอยใส่บาตร บางคราวก็พากันไปใส่บาตรที่วัด เมื่อพระท่านไม่ต้องหาอาหารด้วยอาการอย่างอื่นเช่นฆราวาสแล้ว ท่านก็มีความสุขสบาย มีเวลาศึกษาเล่าเรียนพระศาสนา ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงยังมีการใส่บาตรกันอยู่มาก การใส่บาตรเป็นการทำบุญอย่างหนึ่งในทางพระพุทธศาสนาเป็นส่วนทาน
การให้ของเป็นทาน ทานนั้นจะนำบุญมาให้แก่ผู้ให้
แต่ให้เข้าใจว่าการให้นั้น ให้ด้วยตั้งใจสงเคราะห์ ตั้งใจอุดหนุนเป็นการบำรุง และให้ด้วยการบูชาคุณของผู้รับ ไม่ได้ให้ด้วยมีความประสงค์จะได้รับตอบแทน
ถ้าให้ด้วยมีความประสงค์จะได้รับตอบแทนแล้ว ท่านไม่เรียกว่าทาน และไม่ใช่เป็นการทำบุญ

จากหนังสือพระพุทธศาสนา โดย มหาอำมาตย์ตรี พระยาภักดีนฤเบศร์ เมษายน ๒๕๒๐
|