เรื่องมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร
นึกถึงพระพุทธเจ้าอย่างเดียวก่อนตาย ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
 

        ท่าน มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร เดิมท่านเป็นลูกชายของพราหมณ์ที่มีความร่ำรวย แต่ทว่าตระกูลของพราหมณ์ตระกูลนี้ไม่เคารพพระพุทธศาสนา เขามีศาสนาพราหมณ์เป็นที่เคารพอยู่แล้ว ต่อมาลูกชายของพราหมณ์ที่ชื่อว่า มัฏฐกุณฑลี ป่วยมาก พ่อกับแม่จะหาหมอรักษาก็เสียดายเงินจึงไปถามหมอว่าโรคผอมเหลืองของลูกชายใช้ยาอะไรรักษา หมอก็บอกยากลางบ้านคือยาที่ชาวบ้านจัดมารักษาโรคกันเองโดยที่ไม่มีหมอตรวจอาการของโรคเสียก่อน เป็นยาที่ไม่ตรงกับโรค อาการของลูกชายก็ป่วยมากขึ้นจนยกแขนยกขาไม่ไหว พ่อกับแม่จึงเอาลูกชายมานอนที่ระเบียงเรือนด้วยเกรงว่าบรรดาญาติ ถ้าได้ข่าวอาการป่วยของลูกจะมาเยี่ยม เมื่อนอนอยู่ในห้องที่ประดับประดาด้วยของมีค่ามาก เห็นแล้วเกิดชอบใจจะพากันขอ แกขี้เหนียวขนาดนั้น

        ฝ่ายลูกชายเมื่ออาการป่วยมากขึ้น เห็นพ่อกับแม่ไม่ได้เป็นที่พึ่งแน่นอน (ตามปกติเขาไม่เคยเคารพพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์) เมื่อทุกขเวทนามากขึ้น หมดที่พึ่ง ก็นึกถึงพระพุทธเจ้า โดยเขาคิดว่าชาวบ้านเขาลือกันว่า พระสมณโคดมมีเมตตาสูง ใจดี สงเคราะห์ไม่ว่าใคร ใครมีทุกข์ท่านสงเคราะห์ทุกคน เธอนอนนึกถึงพระพุทธเจ้าขอให้พระพุทธเจ้ามาช่วยรักษาให้หายจากโรคด้วยอารมณ์คิดจะให้ท่านรักษาโรค ไม่ได้คิดกราบไหว้เหมือนพวกเรา       ในขณะนั้นเขาก็ถึงคราวตาย เขาก็ตายตามวาระที่ความตายเข้ามาถึง เมื่อจิตออกจากร่าง ด้วยเดชะบารมีพระพุทธเจ้าที่เขาคิดถึงท่าน
โดยอยากให้ท่านมารักษาโรค ก็บันดาลให้เขาไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองคำเป็นที่อยู่ มีนางฟ้าหนึ่งพันเป็นบริวาร มีต่างหูเกลี้ยงเป็นเครื่องประดับ  จึงมีนามบนสวรรค์ว่า มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร

        ต่อมาพราหมณ์ผู้เป็นพ่อเขาคิดถึงลูก เพราะมีลูกอยู่คนเดียวแต่เธอมาตายเสียตั้งแต่วัยหนุ่มรุ่นๆ พ่อเขาอยากให้ลูกกลับมาเกิดใหม่ ทุกวันเขาไปที่หลุมฝังศพยืนอ้อนวอนขอให้ลูกกลับมาเกิดใหม่ ในที่สุดลูกชายซึ่งเป็นเทวดาก็แสดงตนปรากฏขึ้น บอกให้พ่อทราบว่าเวลานี้เธอไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานที่อยู่เป็นทองคำ มีนางฟ้าหนึ่งพันเป็นบริวาร ที่ไปเป็นเทวดาได้ เพราะอาศัยนึกถึงพระสมณโคดมให้มาช่วยให้หายป่วย มือก็ยกขึ้นไหว้ไม่ได้ บาตรก็ไม่เคยใส่ เทศน์ที่พระสมณโคดมเทศน์ก็ไม่เคยฟัง อาศัยนึกถึงชื่อพระองค์อย่างเดียวเป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นเทวดาได้         และก็แนะนำพ่อว่าต่อไปจงถวายทานแก่พระสมณโคดมและพระของท่าน จงฟังเทศน์ จงใส่บาตรพระ จะเป็นคนมีบุญมาก เมื่อตายจากความเป็นคนจะมีความสุขมากกว่าเธอ แล้วเธอก็แสดงตนเป็นเทวดาให้พ่อเห็น แล้วก็เหาะกลับวิมาน

        พ่อฟังแล้ว เห็นแล้วก็มั่นใจในถ้อยคำที่เธอพูด ตั้งใจจะถวายทานแด่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เมื่อกลับถึงบ้านจึงบอกให้ภรรยาทำอาหารมากๆ บอกว่าวันนี้จะถวายทานแก่พระสงฆ์ มีพระสมณโคดมเป็นประธาน เมื่อบอกภรรยาแล้วเขาก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่มหาวิหาร เมื่อไปถึงแทนที่จะแสดงความเคารพหรือกล่าวคำนิมนต์ กลับกล่าววาจาโอหังยืนอยู่ข้างหน้าแล้วถามว่า
        "พระสมณโคดม คนที่ไม่เคยยกมือไหว้ท่าน ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยฟังเทศน์ เพียงนึกถึงชื่อท่านอย่างเดียว ตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาหรือนางฟ้า บนสวรรค์มีไหม"
        พระพุทธเจ้าตรัสว่า "พราหมณ์ คนที่ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยยกมือไหว้ ไม่เคยฟังเทศน์จากเรา ตายแล้วไปเกิดบนสวรรค์ ไม่ใช่นับร้อยนับพัน นับเป็นโกฏิๆ"

        เมื่อตรัสดังนั้นแล้วพระพุทธองค์จึงตรัสเรียก มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ให้มาพร้อมวิมาน เมื่อเธอมาแล้วลงจากวิมานถวายบังคมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเทศน์โปรด เมื่อฟังเทศน์จบเธอก็บรรลุพระโสดาปัตติผล

        ที่เอาเรื่องนี้มาเล่าโดยย่อก็ต้องการให้ทราบว่า มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร เธอนึกถึงพระพุทธเจ้าในสมาธิที่เรียกว่า สมาธิเล็กน้อย คือมีเวลาประเดี๋ยวเดียว เหมือนกับท่านที่ฝึกกรรมฐานใหม่ๆ มีอารมณ์อยู่ในสมาธิไม่นาน แต่ทว่าท่านที่ปฏิบัติกรรมฐาน ถึงแม้ว่าจะมีสมาธิเล็กน้อย ท่านก็มีผลดีกว่ามัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ทั้งนี้เพราะทุกท่านเคารพพระพุทธเจ้า เคยบูชาพระ เคยไหว้พระ เคยใส่บาตร เคยฟังเทศน์ และเจริญกรรมฐานด้วยความเคารพ จะมีอานิสงส์คือเป็นเทวดาที่มีทิพยสมบัติมากกว่ามากมาย เพียงท่านภาวนา พุทโธ ก็มีผลมากกว่ามัฏฐกุณฑลีเทพบุตร มหาศาลแล้ว ขอให้ภูมิใจ
ในความดีที่ท่านได้ปฏิบัติแล้วและตั้งใจทำแบบไม่เครียด และไม่ขี้เกียจเกินไป ท่านจะได้ดีในไม่ช้า


 


 

คัดจากหนังสือ "วิธีฝึกกรรมฐานด้วยตนเองแบบง่ายๆ" หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี