|
เรื่องเกี่ยวกับศาลพระภูมิ |
|||
สำหรับพระภูมินี้ อาตมาเองผู้พูด แรกเริ่มเดิมทีก็ไม่ค่อยจะเชื่อเหมือนกันแล้วก็เป็นเอามากๆ ด้วย ทีนี้พระภูมิก็มาประสบเข้ากับตนเอง คือสมัยเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒ ปีนั้น ไปรับตำแหน่งเจ้าอาวาสบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในตอนต้นที่อาตมาไปถึงกุฏิของหลวงพ่อปานไม่มีพระอยู่ ก็ไปเรียนถามหลวงพ่อเล็ก อาจารย์ฉัตร ในสมัยนั้นที่เป็นพระอาวุโส และทรงพระกรรมฐานอย่างเลิศ คำว่าเลิศนี่เลิศในคณะ ไม่ใช่เลิศสำหรับคนอื่น ในกลุ่มนั้นท่านเลิศ ถามว่า ทำไมไม่อยู่กุฏิหลวงพ่อปาน นิมนต์ท่านไปอยู่ ท่านบอกว่าท่านไม่รับรอง ท่านไม่ไปอยู่ ถ้าหากว่าท่านไปอยู่ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ใครจะช่วยเหลือท่าน เมื่อหาพระไปอยู่ไม่ได้ อาตมาเคยเป็นลูกศิษย์มา ก็เลยบอกว่า ถ้ายังงั้น ถ้าไม่มีคนอยู่ ผมจะอยู่เอง ตอนเย็นก็หอบเสื่อหอบหมอนเข้าไปไม่มีอะไรมาก แบบเจ๊กมาจากเมืองจีน มีหมอนลูกเสื่อผืนมุ้งหลัง พออีตอน ที่จะเข้าไปหลวงพ่อเล็กเห็นเข้าบอกว่า ทำไมไม่บวงสรวง ขออนุญาตเสียก่อน ก็เลยบอกว่าสมัยก่อนผมนอน ผมไม่ได้บวงสรวงผมก็นอนได้ มาอีตอนนี้ ผมไปนอนอีกจะต้องบวงสรวง ก็เห็นจะไม่เป็นเรื่องละ ไม่ยอมบวงสรวง มันจะเป็นไร ก็อยากรู้กันสักที วัดนี้เขามีความสำคัญมากแค่ไหน ผมไม่เคยรู้ รู้บ้างก็ไม่หนักนัก เป็นแต่เพียงผีหลอก ถือกันสมัยก่อนก็ไม่เห็นเป็นเรื่องหนัก หลวงพ่อเล็ก ท่านก็ไม่ว่าอะไร ก็ไอ้คนมันบ้าๆ บอๆ เสียแล้วนี่ จะไปว่าอะไรกันได้ ท่านก็นิ่งเมื่อท่านนิ่งก็เลยเดินเข้าไปทำ ความสะอาดพอสมควร มันไม่สะอาดนักแหวกๆ ที่นอนเอา จัดที่นอนภายในห้องในกุฏินั้นเป็นกุฏิฝาเฟี้ยมปิดตลอดแต่มีกั้น อยู่ ๑ ห้อง คือห้องที่หลวงพ่อปานเคยจำวัด เดินเข้าไปจัดสถานที่เรียบร้อยแล้ว ประมาณ ๒ ทุ่มก็ออกมาบูชาพระที่หน้าพระ ก็อยู่ภายในประตูปิดเหมือนกัน ขณะที่บูชาพระตั้งนะโม ปรากฏว่ากุฏิห้องที่นอนอยู่นั้นแหละทั้งๆ ที่ไม่มีใครก็มีลูกกรงเหล็กเข้าไม่ได้ เสียงประตูเปิดอ๊าดดังสนั่น แล้วก็มีคนเดินขย่มไม้หนามากนะ ความจริงคนเดินยังไม่ค่อยจะยุบตัวเลยคนเดินไม้ สะเทือนกุฏิหวั่น แสดงว่ามีน้ำหนักมาก ขณะนั้นกำลังตั้งใจบูชาพระ หลับตาอยู่ เห็นนุ่งขาวห่มขาวมือสีแดง มือขวามีสีแดงจัด ยืนอยู่ข้างหน้า ก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร ลืมตาขึ้นมา ทั้งๆ ที่เทียนจุดสว่างอยู่หลายเล่มก็เห็นเป็นคน หลับตาก็เห็น ก็นึกในใจว่าเอ๊ะ มันคนอะไรของมัน ไอ้คนตามธรรมดาลืมตาเห็นได้ หลับตาไม่เห็น แต่อีตาคนนี้ลืมตาก็เห็นหลับตาก็เห็น ก็เลยถามว่าแกเป็นใคร เขาก็รายงานบอกว่าผมคือภูมิเทวดาหรือพระภูมิ รักษาพื้นที่ของวัดนี้ ถามว่ามาทำไม แกก็บอกว่าจะมาเตือนท่าน ท่านเป็นเจ้าอาวาสทำไมจึงไม่ตั้งศาลพระภูมิ ก็เลยบอกแกว่าศาลหน้าวัดข้างศาลาน่ะเยอะแยะใครเขาเป็น เจ้าอาวาสคนนั้นเขาก็ตั้งศาลกัน ทีนี้วัดนี้โดยมากเจ้าอาวาสมีชีวิตไม่ยืนยาว หลายองค์มาแล้วเป็น ๒-๓ ปีก็ตายไม่ทราบว่า เป็นเพราะอะไร หลวงพ่อปานเองท่านไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส ตอนหลังท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาส ๒ ปีก็มรณภาพ ก็ถามว่าทำไมไม่ไปอยู่ล่ะ ศาลน่ะเยอะแยะไป เลือกเอาตามใจชอบ แกบอกว่าไม่ได้หรอก ท่านเป็นเจ้าอาวาสท่านต้องตั้งใหม่ ถามว่า ศาลเก่าน่ะอยู่ไม่ได้เรอะ แกก็เลยบอกว่า ไอ้เรื่องตั้งศาลนี่ไม่ใช่ให้เป็นที่อยู่นะ ภูมิเทวดาเขามีวิมานเป็นที่อยู่การตั้งศาลนี่ นะเป็นการแสดงว่า ยอมรับนับถือกันและกันเท่านั้นนะ หมายความว่า เป็นสักการะบูชา เมื่อแกบอกอย่างนั้นก็เลยนึกในใจ ว่าแปลก เลยบอกกับแกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ยังไม่ตั้งหรอก ถ้าไม่ตั้งศาลจะเกิดอะไรขึ้น แกบอกว่า หลวงพ่อปานน่ะเป็น อาจารย์ท่านนะยังเคารพในผม แล้วท่านทำไมไม่เคารพล่ะ เราเกรงใจกันนะ ผมไม่ใช่บังคับให้ท่านเคารพผมหรอก แต่ว่า เราเกรงใจกันอาศัยซึ่งกันและกัน ก็เลยบอกแกยัง ยังไม่เกรงใจหรอก เพราะว่ายังไม่เห็นฤทธิ์เห็นเดชนี่ ไม่เก่งจริงก็เกรง ใจกันไม่ได้ คนที่จะเกรงใจ ต้องเป็นคนเก่ง แสดงคุณค่าอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ปรากฏ แกก็เลยบอกได้ ถ้าต้องการอย่างนั้น ละก็ได้ เอาอย่างงี้ก็แล้วกันนะวันพรุ่งนี้เวลา 5 โมงเย็น หากว่าท่านไม่ตัดสินใจตั้งศาล จมูกข้างซ้ายจะหายใจไม่ออก วันมะ รืนนี้ 5 โมงเย็น ถ้าหากว่า ท่านยังไม่ตัดสินใจที่จะตั้งศาล จมูกข้างขวา จะหายใจไม่ออกอีกข้างหนึ่ง ต่อไปต้องหายใจทาง ปาก พอวันต่อไปวันมะเรื่อง ถ้าหากว่า ท่านยังไม่คิดตั้งศาล หลอดลมจะใช้ไม่ได้ ลมจะไม่มีออกได้เลย ก็เลยบอกว่า ตกลง ให้ความจริงปรากฏเสียก่อน ถ้ามีความจริงจะยกศาล เรื่องเล็กแต่ว่าถ้ายังไม่จริง ไม่ทำ
พอวันรุ่งขึ้นเวลาฉันเช้าหลวงพ่อเล็กถามว่า เมื่อคืนพระภูมิไปหาใช่ไหม แหมท่านรู้เสียด้วย แบบหลวงพ่อปาน ก็บอกว่าใช่ ตกลงกับเขาว่าอย่างไรก็เล่าให้ท่านฟัง ท่านบอกว่า เขาเอาจริงนะ หลวงพ่อปานก็เกรงใจเขา ฉันเองก็เกรงใจเขาเขามีอานุภาพมาก มือขวาเขาแดงจัด ก็เลยกราบเรียนถามท่านว่า พระภูมิมีมือแดงทุกองค์ ท่านตอบว่ามี แต่ว่าองค์ไหนมีมือแดงจัดองค์นั้นมีอานุภาพมาก มีสีแดงน้อยมีอานุภาพน้อย ก็เลยบอกว่า ลองก่อน ผมอยากจะลองดีเขา ถ้าเขามีดีจริงก็เคารพ
พอเวลา ๕ โมงเย็นท่านผู้ฟังหายใจไม่ออกจริงๆ
ตามธรรมดาเป็นหวัด ถ้าเราปิดข้างหนึ่งดันลมอีกข้างหนึ่งมันออกง่ายแต่
ตอนนี้ไม่ยอมออกทั้งหมดแน่นจริงๆ
พอรุ่งขึ้นวันที่ ๒ ข้างขวาล่อเข้าอีก ตอนนี้เป็นยังไงกลายเป็นหนุมานไปเลยอ้าปากหวอ หายใจทางปากยอมแพ้ เลยใช้เด็กให้ไปบอกตาโต๊ะ เขาบอกแล้วนี่ว่าคนยกศาลต้องตาโต๊ะคนเดียว คนอื่นยกไม่ได้เขาไม่ ยอมรับนับถือ เพราะกินเหล้าเมายา ก็จดหมายไปบอกตาโต๊ะให้ยกศาล แต่พอเด็กไปเรียกตาโต๊ะ แกอยู่บ้านไกลประมาณ สักกิโล ไปเรียกบอกว่าท่านมหาให้เอาจดหมายมาให้ แกก็ร้องบอกมาไม่ต้องหรอกรู้แล้ว จะตั้งศาลรึรู้แล้วไปบอกท่านมหา เถอะว่าศาลนี้กำลังทำ พรุ่งนี้จะเอาไป ให้ไปรับรองเขาเมื่อจะตั้งก็แล้วกัน เมื่อคืนนี้เขามาบอกแล้วว่า แพ้เขาน่ะ เป็นอันว่า รู้เรื่องกัน พอรุ่งขึ้นเช้าโยมโต๊ะก็มาตั้งศาลให้ตามพิธีกรรมที่หลวงพ่อปานสอน เรื่องก็เป็นอันว่าเสร็จกันไป |
||||
|
เรื่องอื่นๆ ... |
|