|
|
วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรมหาวิหาร |
|
|
วัดราชประดิษฐ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวาย แด่พระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย นับเป็นพระอารามแห่งแรกของคณะสงฆ์ฝ่ายนี้ บริเวณที่สร้างวัดนี้แต่เดิมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระราชทานแก่ข้าราชการที่ต้องพระราชประสงค์จะเรียกใช้ใกล้ชิดให้เป็นที่อยู่อาศัย และมีผู้สร้างโรงธรรมการเปรียญ เพื่อใช้เป็นที่ฟังธรรมและถวายทานแก่พระสงฆ์ เหมือนกับเป็นศาลาการเปรียญในวัดทั่วไป ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว บริเวณนี้กลายเป็นสวนกาแฟตามพระราชประสงค์ แต่มาในรัชกาลที่ ๔ บริเวณสวนกาแฟนี้รกร้างขาดการดูแล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างวัดธรรมยุตขึ้น ณ สถานที่นี้ โดยทรงมีพระราชเหตุผลในการสร้างวัด ๓ ประการ ดังที่โปรดให้จารึกไว้บนแผ่นศิลาที่ประดิษฐานไว้ด้านหลังพระวิหาร คือ ๑. ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีวัดธรรมยุติกนิกายใกล้กับพระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้ เพื่อให้ข้าราชบริพารผู้ประสงค์จะทำบุญตามคติอย่างธรรมยุติกนิกายไม่ต้องเดินทางไปไกลนัก ๒. ทรงมีพระราชประสงค์จะได้คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายอยู่ใกล้ เพื่อที่จะได้ทรงปรึกษาสอบสวนข้อปฏิบัติต่างๆ ของสงฆ์ธรรมยุติกนิกายที่ทรงตั้งขึ้นด้วยพระองค์เอง ๓. เพื่อให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี คือ ภายในเมืองหลวงจะมีวัดที่สำคัญประจำอยู่ ๓ วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐ์ ในการสร้างวัดราชประดิษฐ์
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
ตั้งแต่ซื้อที่ดินจากกรมพระนครบาล
ตามประมาณราคาขายที่ดินในสมัยนั้น
ที่ดินแปลงนี้คิดเป็นจำนวนเงิน ๑,๐๙๘ บาท
หรือคิดเป็นเงิน ๑๘ ชั่ง
ตำลึงกึ่ง
ทั้งนี้เนื่องจากทรงเกรงจะเกิดข้อครหาต่อมาภายหลังได้ ดังโปรดให้จารึกไว้ว่า
ในการก่อสร้างพระอารามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสงคราม (ทองสุก) เป็นแม่กองดำเนินการก่อสร้าง ในวันศุกร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ ปีชวด จุลศักราช ๑๒๒๖ ตรงกับวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๐๗ ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ ๗ เดือนจึงแล้วเสร็จ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ถือเป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ครั้นต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์สิ่งที่ชำรุดทรุดโทรมทั่วทั้งพระอาราม และยังโปรดให้บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (บางส่วน) ไว้ในกล่องศิลาและประดิษฐานไว้ในพระพุทธอาสน์พระประธานในพระวิหารหลวง ตามพระกระแสรับสั่งพระบรมราชชนก ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดราชประดิษฐ์อีกครั้ง หนึ่ง ใน พ.ศ. ๒๔๕๖ โดยโปรดสร้างปราสาทยอดปรางค์ขึ้นใหม่ ๒ หลัง แทนเรือนไม้ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งชำรุด ทรุดโทรมเป็นอย่างมาก
ครั้นถึงรัชกาลที่ ๖
จึงโปรดให้ช่างกรมศิลปกร
รื้อและออกแบบสร้างใหม่เป็นปราสาทยอดปรางค์แบบขอม ๑. พระวิหารหลวง เนื่องจากวัดราชประดิษฐ์เป็นวัดที่มีมหาสีมาล้อมพระอาราม
ภายในวัดจึงไม่มีพระอุโบสถ
หากแต่ใช้พระวิหารหลวงเป็นที่กระทำสังฆกรรม พระวิหารหลวงตั้งอยู่บนพื้นไพทีสูง เป็นอาคารทรงไทย มีมุขด้านหน้าและหลัง ผนังภายนอกประดับด้วยหินอ่อน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา
ซึ่งปิดทองประดับกระจกอย่างงดงาม
หน้าบันด้านหน้า
แบะด้านหลังเป็นตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ ๔
คือ เป็นรูปพระมหาพิไชยมงคลกุฎอยู่เหนือพระแสงขรรค์คู่ มีพานแว่นฟ้ารองรับ วางบนหลังช้าง ๖ เชือก กระหนาบด้วยฉัตร ๕ ชั้น เป็นไม้สักลงรักปิดทองทั้งหมด ซึ่งนับได้ว่าเป็นงานศิลปกรรมที่งดงามวิจิตรแห่งหนึ่งของไทย
ที่ผนังด้านหลังพระวิหารมีซุ้มศิลาจารึกประกาศในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
กล่าวถึงการสร้างวัดถวายพระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย จารึกใน พ.ศ. ๒๔๐๗ และประกาศเรื่องผูกพัทธสีมาวัด
ในปีพุทธศักราช ๒๔๐๘ ประกาศทั้ง ๒
ส่วน ลงพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
๒. พระพุทธสิหิงค์ปฏิมากร พระประธานประจำพระวิหารหลวง ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี ภายใต้บุษบก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้จำลิงจากพระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เนื่องจากทรงชอบพระทัยพุทธลักษณะ และทรงนับถือด้วยพระราชศรัทธาเป็นพิเศษ ในฐานพระพุทธสิหิงค์ปฏิมากร ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านหน้าพระประธานประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์จำลองอีกองค์หนึ่ง ซึ่งมีขนาดย่อมลงมา และทางด้านซ้ายประดิษฐานพระพุทธชินสีห์จำลอง ส่วนทางด้านขวาประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง
๓. พระพุทธนิรันตราย หล่อด้วยสำริดหะไหล่ทอง ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร เบื้องหลังมีซุ้มเรือนแก้วเป็นพุ่มมหาโพธิ์ ยอดเรือนแก้วเป็นรูปพระมหามงกุฎ ฐานรององค์พระ เป็นที่สำหรับรับน้ำสรง มีท่อเป็นรูปศีรษะโค ซึ่งหมายถึง พระโคตมโคตร (องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ๔. หอไตร
สร้างโดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยโปรดให้รื้ออาคารเดิมที่เป็นเครื่องไม้และชำรุดทรุดโทรมลง
ตั้งอยู่บนฐานไพที
ด้านตะวันออกของพระวิหารหลวงมีลักษณะเป็นปราสาทยอดปรางค์แบบขอมตัวปราสาทก่ออิฐถือปูน ๕. หอพระจอม
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดให้สร้างขึ้นในคราวเดียวกับหอไตร
ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของพระวิหารหลวง
มีลักษณะและสัดส่วนเช่นเดียวกันกับหอไตร
แต่ยอดปรางค์เป็นรูปพรหมสี่หน้า หน้าบันมีลายปูนปั้น เป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์บนหลังมังกร เบื้องหลังมีพระลักษมี และเศียรนาคแผ่พังพาน ๖. ปาสาณเจดีย์ อยู่ด้านหลังพระวิหารหลวง เป็นเจดีย์ทรงกลมฐานสี่เหลี่ยม ก่ออิฐถือปูน
ภายนอกประดับด้วยกระเบื้องหินอ่อนทั้งองค์ เป็นที่มาของคำว่า ปาสาณเจดีย์ ซึ่งหมายถึงเจดีย์หิน ๗. ปรางค์ขอม ตั้งอยู่บนฐานไพที ด้านหลังพระวิหาร เป็นปราสาทก่ออิฐถือปูน ทรงสี่เหลี่ยม มียอดปรางค์แบบขอม ภายในบรรจุพระอังคารของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทว มหาเถระ) สรีรังคารของพระศาสนโสภณ (อ่อน อหิโก) และสรีรังคารของพระพรหมมุนี (แย้ม อุปวิกาโส) ๘. ศาลาการเปรียญ อยู่ทางตะวันตกของพระวิหาร ถัดจากหอพระจอมออกไป เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโบสถ์ขนาดเล็กของกรีกโบราณ เพดานประดับด้วยดวงตราประจำรัชกาลที่ ๔ ๙. เขตหวงห้ามสำหรับผู้หญิง หรือเขตสังฆาวาส เป็นบริเวณที่ห้ามสตรีผ่านเข้าตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เนื่องจากเป็นบริเวณที่ตั้งกุฏิสงฆ์ มีป้ายปิดที่ประตูว่า ห้ามสตรีเพศผ่าน |
|
ปรับปรุงล่าสุดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 01:45 น. |
| เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง/ขอขอบคุณ |