|
|
วันตรุษไทย |
|
|
วันตรุษไทย ถือเป็นวันปีใหม่ในสมัยโบราณ ตรงกับวันแรม ๑๓ - ๑๕ ค่ำเดือน ๔ และวันขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๕ รวม ๓ วัน โดยถือเอาวันแรก คือวันแรม ๑๔ ค่ำเป็นวันจ่าย เพื่อตระเตรียมสิ่งของไว้ทำบุญ วันกลาง คือวันแรม ๑๕ ค่ำ เป็นวันทำบุญตักบาตร และมีการละเล่นสนุกสนานตาม ประเพณีท้องถิ่น ซึ่งจะเล่นกับจนถึงวันที่ ๓ คือวันขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๔ ตำนานพิธีตรุษ คำว่าตรุษ แปลว่า ยินดี ที่ชีวิตได้ผ่านพ้นอุปสรรคและภัยอันตราย มีชีวิตยั่งยืนมาจนถึงวันนี้ จึงมีการจัดพิธีแสดงความยินดีขึ้น โดยการทำบุญสุนทาน เพื่อไม่ให้มัวเมาหรือประมาทในชีวิต พิธีตรุษนี้ แต่เดิมเป็นของชาวลังกา มีผู้สันนิษฐานว่า คงมีพระสงฆ์ไทยไปเห็นพิธีนี้ในลังกาจึงนำเข้ามาในเมืองไทย บางท่านสันนิษฐานว่าคงเข้ามาทางนครศรีธรรมราชก่อนแห่งอื่น เพราะเป็นหัวเมืองชายทะเล และเคยเป็นประเทศราชมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในสมัยรัชกาลที่ ๑ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างพระนครแล้ว โปรดให้รื้อฟื้นขนบธรรมเนียมราชประเพณีของไทย เหมือนเมื่อครั้งสมัยอยุธยาและสุโขทัย สมเด็จพระสังฆราชเป็นผู้รับภาระหน้าที่ในการฟื้นฟูขนมธรรมเนียมฝ่ายพระพุทธศาสนา ด้วยเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ท่านเคยหนีไปอยู่เมืองนครศรีธรรมราช จึงนำตำราพิธีตรุษของเมืองนครฯ มาสอบเทียบกับตำราที่มีอยู่ในกรุงธนบุรี แล้วชำระแก้ไขตามที่เห็นว่าถูกต้อง เสร็จแล้วจึงถวายต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดให้ตั้งเป็นตำราราชพิธีสำหรับพระนคร พระราชพิธีตรุษได้ทำต่อมาจนถึงรัชกาลที่ ๕ จึงได้ยกเลิกไป แต่สำหรับประชาชนยังมีการทำบุญ ในวันตรุษสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าประเพณีตรุษจะค่อยๆ เลือนหายไป แต่ในชนบทต่างจังหวัดก็ยังมีการทำบุญในวันตรุษกันอยู่ สำหรับพิธีตรุษในสมัยโบราณ เช่น สมัยสุโขทัย หนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ได้พรรณนาไว้ว่า มีการอัญเชิญพระพุทธปฏิมากรมาประดิษฐานในโรงพิธี อาราธนาพระเถรานุเถระผลัดเปลี่ยนกันสวดเจริญพระพุทธมนต์เป็นเวลา ๓ ราตรี มีการยิงปืนใหญ่รอบพระนคร ฝ่ายพราหมณ์ ต่างตั้งเครื่องพลีกรรมสังเวยบวงสรวงพระเทวรูปทั้งมวล มีพระปรเมศวร เป็นต้น โดยกระทำพิธีกันที่ เทวสถานหลวง ส่วนชาวบ้านนั้นมีการทำบุญตักบาตร เล่นมหรสพสมโภช ทั้งหญิงและชายต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ มาเที่ยวดูการละเล่นและนมัสการพระในวันหยุดนักขัตฤกษ์นี้ ดังมีรายละเอียด โดยย่อ ดังนี้
ว่าด้วยพิธีสัมพัจฉรฉินท์ ครั้นเดือน ๔ ถึงการพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์โลกสมมุติเรียกว่า ตรุษฝ่ายพุทธศาสน์ ชาวพนักงานก็ตั้งบาตรน้ำบาตรทรายจับด้วยมงคลสูตรใส่ลุ้งไว้ในโรงราชพิธีทั้ง ๔ ทิศ พระนคร และพระราชนิเวศน์ จึงอัญเชิญพระพุทธปฏิมากรมาประดิษฐาน อาราธนาพระมหาเถรานุเถระ ผลัดเปลี่ยนกันมาจำเริญพระอาฏานาฏิยสูตรในราตรี หมู่ทหารยิงปืนใหญ่รอบพระนคร ฝ่ายพราหมณาจารย์ ประชุมกันผูกพรต กระทำการพระราชพิธีในพระเทวสถานหลวง ตั้งเครื่องพลีกรรมสังเวยบวงสรวงพระเทวรูปทั้งมวล มีพระปรเมศวรเป็นต้น แล้วก็เปลี่ยนเวรกันอ่านอาคมในทิวาราตรีทั้งสาม ครั้งถึงวันขึ้น ๑๔ ค่ำเพลาบ่ายชายแสง พระครูพรหมพรตพิธีกับชีพ่อพราหมณ์ทั้งหลายก็เชิญจตุโลกปาลเทวรูปขึ้นเฉลียงงาแห่เข้ามายังโรงพระราชพิธีในพระราชนิเวศน์ กระทำประทักษิณสิ้นวาระสามรอบแล้ว พราหมณาจารย์ทั้งหลายก็สมาทานบัญจางคิกศีล ในสำนักสมเด็จพระสังฆราช เสร็จแล้วก็แห่พระเทวรูปทั้ง ๔ ออกไปประดิษฐานไว้บนเกย อันกระทำไว้หน้าโรงราชพิธีทั้ง ๔ ทิศพระนคร ครั้นเพลาพลบค่ำพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จพร้อมด้วยพระราชเทพี แลพระบรมวงศา........ ครั้นรุ่งขึ้นเป็นวันสิ้นปี
ก็ทรงปรนนิบัติพระมหาเถรเจ้าด้วยของคาวหวาน อันประณีต บรรดานิกรประชาชนราษฎรชายหญิงก็แต่งตัวนุ่งห่มประดับกายอ่าโถง พากันมาเที่ยว ดูแห่ ดูงาน นมัสการพระในวันสิ้นปีแลขึ้นปีใหม่ เป็นอันมาก................................................. ในปัจจุบัน การประกอบพิธีตรุษของชาวบ้าน จะเริ่มด้วยการทำบุญตักบาตรที่วัด ตอนกลางคืนมีการละเล่นพื้นเมืองเช่นเดียวกันกับวันสงกรานต์ อาจเป็นเพราะว่าตรุษและสงกรานต์อยู่ห่างกันเพียงเดือนเดียว ความนิยมจึงมาอยู่ที่วันสงกรานต์มากกว่าวันตรุษ คือรวบยอดมาทำบุญและเล่นสนุกสนานในวันสงกรานต์ช่วงเดียวไปเลย
|
||
|
อ้างอิง :
|