Statistics

สมาชิก : 1216
Content : 21
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 33432

Who's Online

เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday93
mod_vvisit_counterYesterday235
mod_vvisit_counterThis week806
mod_vvisit_counterThis month1855
mod_vvisit_counterAll101850

login




Buddhist
ฆราวาสธรรม: ธรรมแห่งการครองเรือน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2009 เวลา 14:42 น.

ธรรมะหมวดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้คือ ฆราวาสธรรม ๔ ประการ
ฆราวาสธรรม แปลว่า ธรรมสำหรับการครองเรือน มีอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน คือ

หนึ่ง สัจจะ แปลว่าความจริง
สอง ทมะ แปลว่า การฝึกฝนปรับปรุงตน
สาม ขันติ ความอดทน
สี่ จาคะ ความเสียสละ ความเอื้อเฟื้อ ความมีน้ำใจ

จะขอกล่าวถึงธรรม ๔ ประการนี้โดยสังเขป

*** สัจจะ
ประการที่ ๑ สัจจะ ความจริง อาจแบ่งแยกได้ ๓ ขั้น
    - ความจริงขั้นที่หนึ่ง คือ ความจริงใจ ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด และเป็นรากฐานที่มั่นคงของความสัมพันธ์ที่ดีงาม ความจริงใจแสดงออกเป็นความซื่อสัตย์ต่อกัน
    - จากนั้นก็จริงวาจา คือ พูดจริง เป็นความจริงขั้นที่ ๒
    - ขั้นที่ ๓ จริงการกระทำ คือ การทำจริงตามที่ใจคิดไว้ ตามที่วาจาพูดไว้ ตลอดจนกระทั่งว่าการดำเนินชีวิต ประกอบกิจกรรมต่างๆ ก็ตั้งใจทำจริงดังที่ตั้งความมุ่งมาดปรารถนาไว้ แต่ทั้งหมดนี้ก็มีความจริงใจนั่นเองเป็นรากฐาน
ความจริงใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ความสัมพันธ์มั่นคงยั่งยืน

*** ทมะ
ประการที่ ๒ ทมะ แปลว่า การฝึกฝน ปรับปรุงตน
ทมะนี้เป็นข้อสำคัญในการที่จะให้เกิดความเจริญก้าวหน้า

ประการแรกที่สุดที่จะเห็นได้ง่ายในความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ก็คือ
บุคคลที่มาอยู่ร่วมสัมพันธ์กันนั้น ย่อมมีพื้นเพต่างๆ กัน มีอุปนิสัยใจคอและสั่งสมประสบการณ์มาไม่เหมือนกัน แต่เมื่อมาอยู่ร่วมกันแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวเข้าหากัน
ในเมื่อมีพื้นเพต่างกันสั่งสมมาคนละอย่าง ก็อาจมีการแสดงออกที่ขัดแย้งกัน หรือไม่สอดคล้องกันได้บ้าง การที่จะทำให้เกิดความราบรื่นเป็นไปด้วยดี ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนเข้าหากัน รู้จักที่จะข่มใจไว้ แล้วรู้จักที่จะสังเกต ใช้สติปัญญาพิจารณาสิ่งที่ผิดแปลกไปจากความคิดนึก ตามความหวังความปรารถนาของตน
เมื่อไม่วู่วาม ข่มใจไว้ก่อน และใช้สติปัญญาพิจารณา ก็หาทางที่จะปรับตัวเข้าหากันด้วยวิธีที่เป็นความสงบ และเป็นทางที่จะรักษาน้ำใจกันไว้ได้
มีความปรองดอง สามัคคี อันนี้ก็เป็นการปรับตัวอย่างหนึ่ง

นอกจากนั้น ในการอยู่ร่วมกับบุคคลภายนอก หรือในกิจการงานและสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย เราก็ต้องรู้จักปรับตัวเข้ากับบุคคล การงาน และสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น และรู้จักปรับปรุงฝึกฝนตัวให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการขวนขวายหาความรู้ให้เท่าทันสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ เป็นต้น ชีวิตจึงจะเจริญก้าวหน้าได้

ทมะนี้ต้องมีปัญญาเป็นแกนนำสำคัญ เพราะต้องรู้จักคิดพิจารณา และมีความรู้ความเข้าใจ จึงจะปรับตัวและฝึกฝนปรับปรุงตนได้

*** ขันติ

ประการที่ ๓ คือขันติ ความอดทน
ความอดทนเป็นเรื่องของพลัง ความเข้มแข็ง ความทนทาน

คนเมื่ออยู่ร่วมกัน ท่านว่าเหมือนลิ้นกับฟัน ย่อมมีโอกาสที่จะกระทบกระทั่งกัน จึงต้องมีความหนักแน่น ความเข้มแข็งในใจที่จะอดทนไว้ก่อน  เรียกว่า อดทนต่อสิ่งกระทบใจ
นอกจากนั้นก็อดทนต่อความเจ็บปวดเมื่อยล้าทางกาย และอดทนต่อ ความลำบากตรากตรำในการทำการงาน เป็นต้น  ซึ่งจะทำให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคลุล่วงไปได้

ถ้าหากว่าบุคคลสองคนหรือหลายคนมาอยู่ร่วมกันแล้ว เอาความเข้มแข็งที่มีอยู่ของแต่ละคนมารวมกันเข้า ก็จะเพิ่มกำลังความเข้มแข็งให้มากขึ้น จะสามารถร่วมฝ่าฟันอุปสรรค และเพียรสร้างสรรค์รุดหน้าไปสู่ความสำเร็จ
อันนี้เป็นเรื่องของขันติ ความอดทนที่จะช่วยเสริมให้มีความก้าวหน้าเจริญมั่นคง และพรั่งพร้อมด้วยความสำเร็จ

*** จาคะ

ประการที่ ๔ จาคะ แปลว่า ความเสียสละ เริ่มตั้งแต่ความมีน้ำใจ
คือ ความพร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวให้แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะผู้อยู่ร่วมกันก็จะต้องมีความเสียสละต่อกัน
เช่น เวลาฝ่ายหนึ่งไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วย อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้อง เสียสละความสุขของตนเองเพื่อช่วยรักษาพยาบาล
อย่างน้อยก็มีน้ำใจ ที่จะระลึกถึง เมื่อจะทำอะไรก็ตามก็คำนึงถึงความสุขของอีกฝ่ายหนึ่ง
อย่างนี้ก็เรียกว่ามีจาคะ

จาคะก็พึงเผื่อแผ่ไปยังญาติมิตร บิดามารดา หรือผู้อยู่ใกล้ชิด  ตลอดจนกระทั่งถึงเพื่อนมนุษย์โดยทั่วไป
ถ้าหากว่ามีกำลังพอ ก็สละทรัพย์สิน สิ่งที่ตนมีอยู่นี้ในการอนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่น

จาคะนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของกันและกัน และของคนทั้งหลายที่แวดล้อมอยู่ไว้ได้

 

นี่คือหลักธรรม ๔ ประการ   ซึ่งมีความสำคัญในการ ครองเรือน

โดยสรุปก็คือ

สัจจะ ความจริง เป็นรากฐานให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน

ทมะ การฝึกฝนปรับปรุงตน เป็นเครื่องนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ในชีวิตและการงาน

ขันติ ความอดทน เป็นเครื่องช่วยให้ความเจริญก้าวหน้านั้นเป็นไปได้สำเร็จ เพราะมีความเข้มแข็ง มีพลังที่จะ ช่วยเสริม

จาคะ ความเสียสละ มีน้ำใจ เป็นเครื่องบำรุงหล่อเลี้ยง มนุษย์ช่วยให้เกิดความชุ่มฉ่ำสดชื่น

ธรรมะ ๔ ประการนี้ เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในชีวิต เหมือนกับต้นไม้จะเจริญ งอกงามต้องมี

รากฐานที่มั่นคง คือสัจจะ
มีความเจริญเติบโต คือทมะ
มีความแข็งแรง ของกิ่งก้านสาขาตลอดจนลำต้น นั่นคือขันติ ซึ่งจะทนต่อดินฟ้าอากาศ ทนต่อสัตว์ทั้งหลายที่จะมาเบียดเบียน และมีเครื่องบำรุงหล่อเลี้ยง เช่น น้ำและอากาศ เป็นต้น ซึ่งช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นสดชื่น กล่าวคือ จาคะ ความมีน้ำใจ

เมื่อต้นไม้นั้นมีทุนในตัว เช่น มีน้ำมีอาหารหล่อเลี้ยงดี  มีกิ่งก้านสาขาแผ่ออกไป ต้นไม้นั้นเองก็กลับให้ความร่มเย็นแก่พื้นดิน
และแก่พืชสัตว์ที่มาอาศัยร่มเงา ตลอดจนช่วยรักษาน้ำในพื้นดินนี้ไว้ด้วย
เช่นเดียวกับคนเรานั้น เมื่อได้สร้างเนื้อสร้างตัวโดยกำลัง และเครื่องหล่อเลี้ยงขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้มีกำลังแต่เพียงตัวเองเท่านั้น
แต่กลับเอากำลังและสิ่งที่บำรุงเลี้ยงนั้น ออกมาช่วยเหลือส่งเสริมผู้อื่น และสิ่งนี้ก็กลับมาเป็นผลดีแก่ตัวเองด้วยอำนาจของจาคะนั้นธรรมะ ๔ ประการนี้แหละจะเป็นเครื่องทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ

พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้สำหรับคฤหัสถ์ คือผู้ครองเรือนทั่วไปให้ดำเนินชีวิตตามหลักธรรม ๔ ประการนี้
จึงเรียกว่า ฆราวาสธรรม

เมื่อดำเนินชีวิตได้ดังนี้ก็นับว่าได้ประสบสิริมงคลอย่างแท้จริง

(เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของหนังสือ ...รักนั้นดีแน่ แต่รักแท้ดีกว่า... จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 87 ก.พ. 51
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม)

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2009 เวลา 14:57 น.
 
อารมณ์ฌานโลกุตตระ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2009 เวลา 00:49 น.

            วันนี้ก็จะพูดถึง   “ฌานโลกุตตระ”

            โลกุตตระ    หมายความว่า  “ความเป็นพระอริยเจ้า”

            สำหรับพระอริยเจ้า  ๒  ขั้น  คือ  พระโสดากับสกิทาคา  ทั้ง  ๒ ท่านนี่  พระพุทธเจ้าตรัสว่า  “เป็นผู้มีปัญญาเล็กน้อย  แล้วก็มีสมาธิเล็กน้อย  แต่เป็นผู้มั่นอยู่ในศีล  เป็นผู้ทรงอธิศีล”

                คำว่า  “อธิ”  นี่แปลว่า  ยิ่ง  หรือว่า  ใหญ่  หรือว่าทับทรงอธิศีล  ก็หมายความว่า  ทรงศีลอย่างยิ่ง  ที่ยอมตัวตายดีกว่าศีลขาด  หรือสำหรับพระโสดาบัน  มีอะไรบ้าง

                ถ้าว่ากันตาม  สังโยชน์  ก็คือ

๑. สักกายทิฏฐิ

๒. วิจิกิจฉา

๓. สีลัพพตปรามาส

พระสกิทาคามี  ก็มีเท่ากัน

                สำหรับปัญญาในด้านสักกายทิฏฐิ  เห็นไม่ลึก  ยังเห็นตื้นๆ  นั่นก็คือว่ามีความรู้สึกอยู่อย่างเดียวว่า  การเกิดเป็นทุกข์  การทรงชีวิตอยู่นี่มันเป็นทุกข์  และในที่สุดชีวิตของเราก็จะต้องตาย  ท่านที่เป็นพระโสดาบัน  ท่านไม่ลืมความตาย  แต่ไม่ใช่ว่านึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออกอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสถามพระอานนท์ว่า

“อานันทะ  ดุก่อนอานนท์  เธอนึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง....?

พระอานนท์ก็ตอบว่า

“วันละประมาณ  ๗  ครั้ง  พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ยังห่างมากอานนท์  ตถาคตนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก....”

ในขณะนั้นพระอานนท์เป็นพระโสดาบัน   เป็นอันว่าอารมณ์ของพระโสดาบันนี่  มีความคิดในด้านปัญญาแค่ว่าชีวิตนี่มันต้องตาย  ยังไม่สามารถจะตัดขันธ์  ๕  ได้เต็มที่  ท่านจึงกล่าวว่า  มีปัญญาเล็กน้อย  และก็มีสมาธิไม่สูง  ก็ได้แค่ปฐมฌาน

และข้อที่  ๒  วิจิกิจฉา   วิจิกิจฉาตัวนี้  พระโสดายันไม่สงสัยในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เป็นอันว่ามีความเคารพในพระพุทธเจ้าจริง  มีความเคารพในพระธรรมจริง  มีความเคารพในพระอริยสงฆ์จริง    มีความมั่นคงในพระรัตนตรัยทั้ง  ๓  ประการ

และข้อที่  ๓  สีลัพพตปรามาส   พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี  สามารถทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์สมบูรณ์แบบ  หมายความว่าไม่มีเจตนาเพื่อจะละเมิดศีล  ๕  แค่ศีล  ๕  เท่านั้นนะตามแบบสังโยชน์ท่านกล่าวไว้ว่า  พระโสดาบันกับพระสกิทาคามีนี่ก็เป็นแค่ตัดสังโยชน์เบาๆ  ได้  ๓  และใช้ปัญญาเบาๆ  คือมีความรู้สึกว่าร่างกายมันจะต้องตาย

ถ้าร่างกายของเราจะต้องตาย  อบายภูมิมันมี  สวรรค์มันมี  พรหมมันมี  ท่านก็คิดว่า  ถ้าเราจะต้องตายชาตินี้  เราก็ขอไปอบายภูมิ  ถ้าจะไม่ไปอบายภูมิสิ่งที่เราจะเกาะนั่นก็คือ  คุณพระพุทธเจ้า  คุณพระธรรม  และคุณของพระอริยสงฆ์  ก็มั่นในคุณพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  และทรงศีล  ๕  บริสุทธิ์  เพราะว่าถ้ามั่นในคุณพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  มีศีล  ๕  บริสุทธิ์  อันนี้ไม่ไปอบายภูมิ   นี่ว่ากันตามลักษณะของสังโยชน์

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2009 เวลา 01:13 น.
อ่านเพิ่มเติม...
 
ศาสนาพระศรีอาริยเมตตรัย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2009 เวลา 00:14 น.

ผู้ถาม "กระผมได้ยินมาว่าเมื่อครบ ๕,๐๐๐ ปีแล้ว ก็จะมีศาสนาของพระศรีอาริยเมตตรัย สืบต่อจากศาสนานี้ใช่ไหมครับ" 
 
"หมายความว่า เมื่อสิ้นศาสนา ๕,๐๐๐ ปีแล้วใช่ไหม แล้วพระศรีอาริยเมตตรัยจึงมาตรัส"
  
ผู้ถาม "ใช่ครับ" 
 
"ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นนะคุณ ถ้าศาสนานี้ครบ ๕,๐๐๐ ปีแล้ว พระศรีอาริยเมตตรัยยังไม่มาตรัส จะต้องว่างจากพระพุทธศาสนาไปหนึ่งพุทธันดรก่อน แต่ว่าในช่วงที่ว่างพระพุทธเจ้านี่ก็จะมี พระปัจเจกพุทธเจ้า ขึ้นมาแทน
สำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้านี่ ต่ำกว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คือว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้วก็ทรงสอนคนตั้งแต่อันดับต้นให้รู้จักการให้ทาน ให้รู้จักการรักศีล ให้รู้จักการเจริญภาวนาให้รู้จักการครองเรือนให้อยู่เป็นสุข และให้รู้จักการปฏิบัติตนให้เข้าถึงกามาวจรสวรรค์ ให้เข้าพรหมโลก ให้เข้าถึงพระนิพพาน

สำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่เช่นนั้น ท่านตรัสแล้วท่านก็เฉยๆ หากว่าจะสงเคราะห์กันก็สงเคราะห์ในขั้นต้น คือ ทานกับศีล ไม่เหมือนพระพุทธเจ้า

ทีนี้เมื่อเวลากาลล่วงไปหนึ่งพุทธันดร อาตมาตอบไม่ได้นะว่ากี่ปี ถ้าจะให้รู้กันจริงๆ  คุณก็จงอย่าตายนะ อยู่ไปจนกว่าพระศรีอาริย์จะมา อยู่ไหวไหมล่ะ...?
 
 
ผู้ถาม (หัวเราะ) "ไม่ไหวครับ"  
 
"เป็นอันว่าเมื่อครบหนึ่งพุทธันดรแล้ว พระศรีอาริยเมตตรัยมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ในกัปนี้ แต่ว่าสำหรับกัปนี้ไม่ได้มีพระพุทธเจ้าเพียง ๕ พระองค์ 
พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ว่า หลังจากพระศรีอริยเมตตรัยมาตรัสแล้ว ยังมีพระพุทธเจ้าต่อไปอีก ๕ พระองค์ คือ ในกัปนี้ทรงพระพุทธเจ้าได้ ๑๐ พระองค์

ศาสนาพระศรีอาริย์ ท่านว่าศาสนาของท่านนั้นมีผลดังนี้

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2009 เวลา 00:20 น.
อ่านเพิ่มเติม...
 
บารมี ๑๐ ประการ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2009 เวลา 00:26 น.

บารมี แปลว่า "เต็ม"  ซึ่งหมายถึง "การทำให้กำลังใจเต็ม ทรงอยู่ในใจให้เต็มครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่บกพร่องทั้ง ๑๐ ประการ"

องค์สมเด็จพระสวัสดิโสภาคย์ได้แสดงกฎของการปลดทุกข์ คือ ปลดอารมณ์แห่งความทุกข์ สร้างอารมณ์ความสุขให้เกิดขึ้นกับใจ มีอยู่ ๑๐ อย่าง ด้วยกันคือ

  1. ทานบารมี จิตพร้อมในการให้ทานเป็นปกติ 
  2. ศีลบารมี จิตพร้อมในการทรงศีลเป็นปกติ 
  3. เนกขัมมะบารมี จิตพร้อมในการถือบวชเป็นปกติ ในที่นี้หมายถึงบวชใจ  
  4. ปัญญาบารมี จิตพร้อมที่จะใช้ปัญญาเป็นเครื่องประหารอุปาทานให้พังพินาศไป 
  5. วิริยะบารมี มีความเพียรในทุกขณะ ควบคุมใจไว้เสมอ 
  6. ขันติบารมี มีความอดทน อดกลั้นต่อสิ่งอันเป็นปฏิปักษ์ 
  7. สัจจะบารมี ทรงตัวไว้ว่าเราจะทำจริงทุกอย่างในด้านของการทำความดี ไม่มีคำไม่จริงสำหรับใจเรา 
  8. อธิษฐานบารมี ตั้งใจไว้ให้ตรงโดยเฉพาะ 
  9. เมตตาบารมี สร้างอารมณ์ความดี ไม่เป็นศัตรูกับใคร มีความรักตนเสมอด้วยบุคคลอื่น 
  10. อุเบกขาบารมี การวางเฉยในกาย เมื่อมันไม่ทรงตัว 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2009 เวลา 00:31 น.
อ่านเพิ่มเติม...
 
การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2009 เวลา 00:01 น.

        เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประสูติจากพระครรภ์พระมารดาแล้ว ในที่สุดองค์สมเด็จพระประทีปแก้วใกล้จะถึงวาระที่จะบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะองค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงบำเพ็ญบารมีมาครบ ๔ อสงไขยกับแสนกัป ควรจะได้เป็นพระพุทธเจ้า

        ในวันหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ก็ทรงพบเด็กเกิดใหม่ วันต่อมาทรงพบคนแก่ คนป่วย แล้วก็คนตาย วันสุดท้ายทรงพบสมณะ

        ความจริงเวลานั้นพระที่แต่งตัวแบบนี้ ไม่มีในโลก แต่ว่าเทวทูตทั้ง ๕ ที่เรียกกว่า เทวทูต คือ เด็กก็ดี คนแก่ก็ดี คนป่วยก็ดี คนตายก็ดี พระก็ดี ที่ปรากฏกับสายพระเนตรขององค์สมเด็จพระชินสีห์ เมื่อยังเป็นสิทธัตถะราชกุมาร ท่านบอกว่า เวลานั้นเทวดาแสดงขึ้นให้ปรากฏ   ครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระบรมสุคตเห็นคนเกิดยังเด็กเล็ก แล้วต่อมาพบคนแก่ แล้วก็พบคนป่วย แล้วก็พบคนตาย  น้ำพระทัยขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสว่า

        "โลกนี้ทุกข์หนอ  ไม่มีอะไรเป็นสุข  หาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้"

        ต่อมาวันสุดท้าย องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงเห็นสมณะวิสัยก็เข้าใจว่าทางนิพพานมีอยู่ ทางนี้เป็นทางสิ้นทุกข์   เหตุฉะนั้นองค์สมเด็จพระบรมครูจึงได้ตัดสินพระทัยออกบวช  นี่ขอเล่าลัดๆ นะ แต่ความจริงเรื่องนี้ยาวมาก ครั้นถึงวาระแล้ว องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยนายฉันนะ ทรงม้ากัณฐกะออกจากพระราชนิเวศน์แล้ว

        ต่อมาวันสุดท้ายเมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาประทับนั่งอยู่โคนต้นไทร เป็นวันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๖ เป็นวันที่นางสุชาดาจะถวายข้าวมธุปายาสแด่องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ

อ่านเพิ่มเติม...
 
« เริ่มแรกย้อนกลับ1234ถัดไปสุดท้าย »

หน้า 1 จาก 4