ใน พ.ศ.๒๔๖๐
ได้มีการแก้ไขลักษณะธงชาติอีกครั้งหนึ่ง
เนื่องจากขณะนั้น
ประเทศไทยได้ประกาศตนเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อรบกับเยอรมันนี
ออสเตรีย และฮังการี
ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชดำริว่า
การประกาศสงครามครั้งนี้
นับเป็นความเจริญก้าวหน้าขั้นหนึ่งของประเทศ
สมควรจะมีสิ่งเตือนใจสำหรับวาระนี้ไว้ในภายหน้า
สิ่งนั้นควรได้แก่ธงชาติ
ทรงเห็นว่าลักษณะที่ได้แก้ไขไปแล้วใน
พ.ศ.๒๔๕๙ นั้น
ยังไม่สง่างามเพียงพอ
จึงโปรดเกล้าฯ
ให้เพิ่มแถบสีน้ำเงินขึ้นอีกสีหนึ่งเป็นสามสี
ตามลักษณะธงชาติของนานาประเทศที่ใช้กันอยู่โดยมากในขณะนั้น
เพื่อให้เป็นเครื่องหมายว่าประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับฝ่ายสัมพันธมิตร
เพื่อต่อต้านปราบปรามฝ่ายอธรรม
อีกประการหนึ่ง
สีน้ำเงินก็เป็นสีประจำพระชนมวารเฉพาะของพระองค์ด้วย
จึงเป็นสีที่สมควรจะประกอบไว้ในธงชาติไทยด้วยประการทั้งปวง
การเปลี่ยนธงชาติในครั้งนี้
จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม
สุนทรเวช)
ซึ่งรับราชการใกล้ชิดพระยุคลบาทในขณะนั้น
ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงลักษณะของธงชาติว่า
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชดำริจะเปลี่ยนธงช้างเป็นธงแถบสี
เพราะทรงเห็นความลำบากของราษฎรที่ต้องสั่งซื้อธงผ้าพิมพ์รูปช้างมาจากต่างประเทศ
และบางครั้งเมื่อเกิดความสะเพร่าติดธงผิด
รูปช้างกลับเอาขาชี้ขึ้น
เป็นที่น่าละอาย
หากเปลี่ยนเป็นธงแถบสี
ราษฎรก็สามารถทำธงใช้ได้เอง
และจะช่วยขจัดปัญหาการติดผิดพลาด
ได้ทรงพยายามเลือกสีที่มีความหมายในทางความสามัคคีและมีความสง่างาม
ก่อนออกพระราชบัญญัติฉบับใหม่
ได้ทรงทดลองใช้ธงริ้วขาวแดงติดอยู่ที่สนามเสือป่าหลายวัน
ภายหลังจึงตกลงพระทัยใช้สีน้ำเงินแก่
เพิ่มขึ้นอีกสีหนึ่ง
ธงริ้วแดงขาว ที่ทดลองใช้
ปี พ.ศ.๒๔๖๐
การเพิ่มสีน้ำเงินนี้ปรากฏอยู่ในพระราชหัตถเลขาในบันทึกส่วนพระองค์
วันเสาร์ที่ ๑๘ สิงหาคม
๒๔๖๐ ว่า
ได้ทอดพระเนตรบทความแสดงความเห็นของผู้ใช้นามแฝงว่า
"อะแคว์ริส"
ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯ
เดลิเมล์ ภาษาอังกฤษ
ฉบับวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๐
ได้ทรงแปลข้อความนั้นลงในบันทึกด้วย
มีความโดยย่อว่า
"
เพื่อนชาวต่างประเทศของผู้เขียน
(อะแคว์ริส)
ได้ปรารภถึงธงชาติแบบใหม่ว่า
ยังมีลักษณะไม่สง่างามเพียงพอ
ผู้เขียนก็มีความเห็นคล้อยตามเช่นนั้น
และเสนอแนะด้วยว่า
ริ้วตรงกลางควรจะเป็นสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์
ซึ่งถ้าเปลี่ยนตามนี้แล้ว
ธงชาติไทยก็จะประกอบด้วยสีแดง
ขาว น้ำเงิน
มีสีเหมือนกับธงสามสีของฝรั่งเศส
ธงยูเนียนแจ็คของอังกฤษ
และธงดาวของสหรัฐอเมริกา
ประเทศพันธมิตรทั้ง ๓
คงเพิ่มความพอใจในประเทศไทยยิ่งขึ้น
เพราะเสมือนยกย่องเขา
ทั้งการที่มีสีของพระมหากษัตริย์ในธงชาติ
ก็จะเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงพระองค์ในวาระที่ประเทศไทยได้เข้าสู่เหตุการณ์สำคัญต่างๆ
ด้วย... "
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้
เมื่อทรงทดลองวาดภาพธงสามสีสงในบันทึก
ทรงเห็นว่างดงามดีกว่าริ้วขาวแดงที่ใช้อยู่
ต่อมาเมื่อเจ้าพระยารามราฆพ
(ขณะนั้นยังเป็นพระยาประสิทธิศุภการ)
ไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
ได้นำแบบธงไปถวายเพื่อทูลขอความเห็น
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถก็ทรงเห็นชอบ
รับสั่งว่าถ้าเปลี่ยนในขณะนั้นจะได้เป็นอนุสรณ์ในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่
๑ ด้วย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้พระยาศรีภูริปรีชา
ร่างประกาศแก้แบบธงชาติ
และได้ทรงนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะเสนาบดีเพื่อฟังความเห็น
ที่ประชุมลงมติเห็นชอบธงสามสีตามแบบที่คิดขึ้นใหม่
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติธงขึ้น
เรียกว่า พระราชบัญญัติธง
พระพุทธศักราช ๒๔๖๐
ออกประกาศเมื่อวันที่ ๒๘
กันยายน พ.ศ.๒๔๖๐
มีผลบังคับใช้ภายหลังวันออกประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว
๓๐ วัน
ธงไตรรงค์ พ.ศ.๒๔๖๐
ลักษณะของธงชาติ
มีดังนี้คือ
เป็นธงรูปสีเหลี่ยมรี
ขนาดกว้าง ๒ ส่วน ยาว ๓
ส่วน
แถบสีน้ำเงินแก่กว้าง ๑ ใน
๓ ของความกว้าง อยู่กลางธง
มีแถบสีขาวกว้าง ๑ ใน ๖
ของความกว้างของธงข้างละแถบ
แล้วมีแถบสีแดงกว้างเท่ากับแถบสีขาว
ประกอบข้างนอกอีกข้างละแถบ
และพระราชทานนามว่า "ธงไตรรงค์"
ส่วนธงรูปช้างกลางธงพื้นแดงของเดิมนั้น
ให้ยกเลิก
ความหมายของสีธงไตรรงค์
คือ
สีแดง
หมายถึง
ชาติและความสามัคคีของคนในชาติ
สีขาว
หมายถึง
ศาสนาซึ่งเป็นเครื่องอบรมสั่งสอนจิตใจให้บริสุทธิ์
สีน้ำเงิน หมายถึง
พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศ