พ.ศ.๒๔๗๐
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชดำริว่า
ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงแบบธงชาติมาหลายครั้ง
คือ จากธงพื้นแดงเกลี้ยง
มาเป็นธงแดงมีช้างเผือกไม่ทรงเครื่องอยู่กลาง
ธงพื้นแดงช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่น
และธงไตรรงค์
แม้ว่าธงไตรรงค์จะให้ความสะดวกในการใช้และการสร้างขึ้นใช้
แต่ธงไตรรงค์ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักของต่างประเทศโดยทั่วไปอย่างแพร่หลายว่าเป็นธงชาติไทยเช่นธงช้าง
นอกจากนี้ธงไตรรงค์ยังมีสีคล้ายกับสีธงชาติของบางประเทศและคล้ายกับสีของธงบริษัทต่างประเทศบางแห่ง
ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย
ผิดกับธงช้างซึ่งไม่ซ้ำกับธงชาติใดเลย
เพื่อไม่ให้ต้องเปลี่ยนธงชาติบ่อยๆ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ราชเลขาธิการบันทึกพระราชกระแสพระราชทานไปยังองคมนตรี
ด้วยมีพระราชประสงค์จะทรงฟังความคิดเห็นส่วนมากประกอบพระราชวินิจฉัย
บันทึกฉบับนี้ลงวันที่ ๗
เมษายน พ.ศ.๒๔๗๐
กำหนดให้องคมนตรีทั้งหลายทูลเกล้าฯ
ถวายความคิดเห็นภายใน ๑๕
วัน นับแต่ได้รับบันทึก
มีข้อควรพิจารณาดังนี้
(๑)
เลิกใช้ธงไตรรงค์แล้วใช้ธงช้างแทน
(๒)
ใช้ธงช้างเป็นธงราชการ
ใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ
(๓)
ใช้ธงช้างเป็นธงราชการและธงชาติ
ใช้ธงไตรรงค์เป็นสีสำหรับประเทศ
คือ
ใช้ตกแต่งสถานที่ในงานรื่นเริง
เป็นต้น
(๔)
ใช้ธงไตรรงค์ผสมกับธงช้างพื้นแดงเป็นธงเดียวกัน
(๕)
คงใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติตามเดิมดังที่เป็นอยู่ขณะนั้น
เมื่อองคมนตรีได้ทำหนังสือแสดงความคิดเห็นขึ้นทูลเกล้าฯ
ถวายแล้ว
ปรากฏว่าความเห็นทั้งหมดแตกต่างกันไปและไม่ได้ชี้ขาดลงไป
ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้คงใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติต่อไป
ตามพระราชวินิจฉัย
ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๐
ธงไตรรงค์ พ.ศ.๒๔๖๐
ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
ได้ตราพระราชบัญญัติธงเป็นฉบับแรกในรัชกาล
เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙
ในส่วนที่ว่าด้วยธงชาตินั้นยังคงใช้ธงไตรรงค์
แต่ได้อธิบายลักษณะให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น
คือ
ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม
มีขนาดกว้าง ๖ ส่วน ยาว ๙
ส่วน ด้านกว้าง ๒ ใน ๖ ส่วน
ตรงกลางเป็นสีขาบ (น้ำเงินเข้ม)
ต่อจากแถบสีขาบออกไปทั้งสองข้าง
ข้างละ ๑ ใน ๖
ส่วนเป็นแถบสีขาว
ต่อสีขาวออกไปทั้ง ๒ ข้าง
เป็นแถบสีแดง
พระราชบัญญัติธงฉบับต่างๆ
ที่ออกในสมัยต่อมา
ไม่มีข้อความเปลี่ยนแปลงลักษณะของธงชาติอีก
ธงไตรรงค์
จึงเป็นธงชาติไทยสืบมาจนปัจจุบัน.