รัชกาลที่ ๕ แห่งราชจักรีวงศ์

 

พระนาม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 
พระนามเต็ม สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ วรุตมพงษบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรม มหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร 
พระนามย่อ  -
พระนามเดิม สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชวรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร  
พระราชสมภพ วันอังคาร เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ ปีฉลู  
ตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๙๖  
เป็นพระราชบุตรองค์ที่ ๙ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ ๑ ในสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ 
เสวยราชสมบัติ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับ พุทธศักราช ๒๔๑๑  
รวมสิริดำรงราชสมบัติ ๔๒ ปี 
พระราชโอรส-ราชธิดา รวมทั้งสิ้น ๗๗ พระองค์ 
สวรรคต  เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๑ แรม ๔ ค่ำ ปีจอ 
ตรงกับวันที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๓ ด้วยโรคพระวักกะ 
รวมพระชนมพรรษา ๕๘ พรรษา
วัดประจำรัชกาล วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม  
ตราประจำรัชกาล    | คลิก! ดูโดยรวมทุกรัชกาล |
เหตุการณ์สำคัญ เสียดินแดนให้ฝรั่งเศส 
  • ครั้งที่ ๑ เสียเขตแดนเขมรส่วนนอก เนื้อที่ประมาณ ๑๒๓,๐๕๐ ตารางกิโลเมตร และเกาะอีก ๖ เกาะ วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๑๐ 
  • ครั้งที่ ๒ เสียอาณาจักรล้านช้าง (หรือหัวเมืองลาว) โดยยึดเอาดินแดนสิบสองจุไทย และได้อ้างว่าดินแดนลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครจำปาศักดิ์  เคยเป็นประเทศราชของญวนและเขมรมาก่อน จึงบีบบังคับเอาดินแดนเพิ่มอีก เนื้อที่ประมาณ ๓๒๑,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ 
  • ฝรั่งเศสข่มเหงไทยอย่างรุนแรงโดยส่งเรือรบล่วงเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฝ่ายไทยยิงปืนไม่บรรจุกระสุน ๓ นัดเพื่อเตือนให้ออกไป แต่ทางฝรั่งเศสกลับระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาเป็นอันมาก เกิดการรบกันพักหนึ่ง ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ฝรั่งเศสนำเรือรบมาทอดสมอ หน้าสถานฑูตของตนในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ (ทั้งนี้ประเทศอังกฤษ ได้ส่งเรือรบเข้ามาลอยลำอยู่ ๒ ลำ ที่อ่าวไทยเช่นกัน  แต่มิได้ช่วยปกป้องไทยแต่อย่างใด) ฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ไทย ๓ ข้อ ให้ตอบใน ๔๘ ชั่วโมง   เนื้อหา คือ 
    ๑.ให้ไทยใช้ค่าเสียหายสามล้านแฟรงค์ 
    ๒.ให้ยกดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆ ในแม่น้ำด้วย
    ๓.ให้ถอนทัพไทยจากฝั่งแม่น้ำโขงออกให้หมดและไม่สร้างสถานที่สำหรับการทหาร ในระยะ ๒๕ กิโลเมตร   
    ทางฝ่ายไทยไม่ยอมรับในข้อ ๒ ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพมาปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม - ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ และยึดเอาจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราดไว้ เพื่อบังคับให้ไทยทำตาม 
  • ไทยเสียเนื้อที่เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ คือประมาณ ๕๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ และฝรั่งเศสได้ยึดเอาจันทบุรีกับตราด ไว้ต่ออีก นานถึง ๑๑ ปี  (พ.ศ. ๒๔๓๖ - พ.ศ. ๒๔๔๗) 
  • ปีพ.ศ. ๒๔๔๖ ไทยต้องทำสัญญายกดินแดนให้ฝรั่งเศสอีก คือ ยกจังหวัดตราดและเกาะใต้แหลมสิงห์ลงไป (มีเกาะช้างเป็นต้น) ไปถึงประจันต์คีรีเขต (เกาะกษ)  ดังนั้นฝรั่งเศสจึงถอนกำลังจากจันทบุรีไปตั้งที่ตราด ในปีพ.ศ. ๒๔๔๗ 
  • วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ไทยต้องยกดินแดนมณฑลบูรพา คือเขมรส่วนใน ได้แก่เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสอีก ฝรั่งเศสจึงคืนจังหวัดตราดให้ไทย รวมถึงเกาะทั้งหลายจนถึงเกาะกูด  
    รวมแล้วในคราวนี้ ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ ๖๖,๔๕๕ ตารางกิโลเมตร 
  • และไทยเสียดินแดนอีกครั้งทางด้านขวาของแม่น้ำโขง คืออาณาเขตเมืองหลวงพระบาง ในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๐ 
พ.ศ.๒๔๑๒
  • เริ่มสร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
พ.ศ.๒๔๑๔
  • เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวาเป็นครั้งแรก ต้นปี 
  • ยกเลิกการไว้ผมทรงมหาดไทย
  • เสด็จประพาส อินเดีย ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๔  ต่อปีพ.ศ. ๒๔๑๕ (ปีวอก)
พ.ศ.๒๔๑๕
  • โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงแห่งแรกขึ้นในพระบรมมหาราชวัง คือ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ
  • เริ่มปรับปรุงการทหารครั้งใหญ่
  • เริ่มใช้เสื้อราชประแตน
พ.ศ.๒๔๑๖
  • ทรงมีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา ทรงผนวช 
  • โปรดเกล้าฯ ให้เลิกประเพณีหมอบคลาน เวลาเข้าเฝ้า
  • โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์
พ.ศ.๒๔๑๗
  • โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน หรือ รัฐมนตรีสภาและองคมนตรีสภา
  • วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๑๗ ปีจอ ออกพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาส ลูกไท
  • กำเนิดโรงเรียนสตรีวังหลัง
  • ใช้เงินอัฐกระดาษ แทนเหรียญทองแดง
  • ตั้งพิพิธภัณฑสถาน
พ.ศ.๒๔๑๘
  • สงครามปราบฮ่อ ครั้งแรก
  • เริ่มการโทรเลขครั้งแรกระหว่างกรุงเทพ-สมุทรปราการ
พ.ศ.๒๔๒๔
  • สมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี
พ.ศ.๒๔๒๖
  • ตั้งกรมไปรษณีย์ เริ่มเปิดบริการไปรษณีย์ครั้งแรกในพระนคร
  • ตั้งกรมโทรเลข
  • สงครามปราบฮ่อ ครั้งที่ ๒
พ.ศ.๒๔๒๗
  • โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรทั่วๆ ไป ตามวัดต่างๆ เริ่มแห่งแรกที่วัดมหรรณพาราม
พ.ศ.๒๔๒๙
  • โปรดเกล้าฯ ให้เลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
  • ทรงประกาศตั้งตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารขึ้น และทรงสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็นสยามมกุฎราชกุมารเป็นพระองค์แรก
  • สงครามปราบฮ่อ ครั้งที่ ๓
  • ไทยสมัครเข้าเป็นภาคีสหภาพไปรษณีย์สากล
พ.ศ.๒๔๓๐
  • ตั้งกรมยุทธนาธิการทหาร (กระทรวงกลาโหม)
  • ตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบก 
  • ตั้งกระทรวงธรรมการ
  • สงครามปราบฮ่อ ครั้งที่ ๔
พ.ศ.๒๔๓๑
  • ทรงเริ่มการทดลองจัดการปกครองส่วนกลางแผนใหม่
  • เริ่มดำเนินการพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นครั้งแรก 
  • ใช้รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เป็นศักราชในราชการ
  • ตั้งกรมพยาบาล เปิดโรงพยาบาลศิริราช
  • ตราพระราชบัญญัติ เลิกวิธีพิจารณาโทษตามแบบจารีตนครบาล 
  • เสียดินแดน แคว้นสิบสองจุไทยให้ฝรั่งเศส
พ.ศ.๒๔๓๒
  • เริ่มใช้วันทางสุริยคติในราชการ
พ.ศ.๒๔๓๔
  • ตั้งกระทรวงยุติธรรม
  • ตั้งกรมรถไฟ และเริ่มก่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ-นครราชสีมา
พ.ศ.๒๔๓๕
  • โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศตั้งกระทรวงธรรมการขึ้นเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๕
  • ตั้งศาลโปริสภา
  • ส่งนักเรียนไปศึกษาวิชาทหารในยุโรป รุ่นแรก
พ.ศ.๒๔๓๖
  • ให้เอกชนเปิดเดินรถไฟสายปากน้ำ
  • ฉลองพระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ครั้งแรก
  • ตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัย
  • ตั้งสภาอุณาโลมแดง (สภากาชาดไทย)
  • เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส
พ.ศ.๒๔๓๗
  • ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เป็นสยามมกุฎราชกุมาร
  • เริ่มจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล
  • ตั้งโรงไฟฟ้า เริ่มกิจการรถราง
พ.ศ.๒๔๓๙
  • โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงพิเศษไปจัดการศาลตามหัวเมือง
  • จัดทำงบประมาณแผ่นดินครั้งแรก
  • ตั้งโรงเรียนฝึกหัดวิชาแพทย์ และผดุงครรภ์
พ.ศ.๒๔๔๐
  • เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ปีระกา 
  • ตราข้อบังคับลักษณะปกครองหัวเมือง
  • ตั้งโรงเรียนสอนวิชากฎหมาย
  • เริ่มการสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนในยุโรป ปีละ ๒ ทุน
พ.ศ.๒๔๔๑
  • ตั้งกรมเสนาธิการทหารบก
  • รวมกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลขเป็นกรมเดียวกัน
  • กำเนิดเหรียญ "สตางค์" รุ่นแรก
พ.ศ.๒๔๔๒
  • เริ่มจัดตั้งกองทหารตามหัวเมือง
  • เริ่มสร้างวัดเบญจมบพิตร
  • ได้พระบรมสารีริกธาตุจากอินเดีย
  • ทำสนธิสัญญากำหนดสิทธิจดทะเบียนคนในบังคับอังกฤษ
พ.ศ.๒๔๔๔
  • ตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่นครราชสีมา
  • เปิดการเดินรถไฟหลวง สายกรุงเทพ-นครราชสีมา
  • หล่อพระพุทธชินราชจำลอง
  • บริษัทสยามไฟฟ้า ได้รับสัมปทานจำหน่ายไฟฟ้า เริ่มจุดโคมไฟตามถนนหลวง
พ.ศ.๒๔๔๕
  • ตั้งกรมธนบัตร เริ่มใช้ธนบัตรครั้งแรก 
  • ตราพระราชบัญญัติธนบัตร ร.ศ.๑๒๑
  • ตั้งสามัคยาจารย์สมาคม
  • ตั้งโอสถศาลา
  • เปิดการเดินรถไฟหลวงสายใต้ ระหว่างกรุงเทพ-เพชรบุรี
พ.ศ.๒๔๔๗
  • เสด็จประพาสต้นครั้งแรก
  • ทำอนุสัญญากำหนดสิทธิการจดทะเบียนคนในบังคับฝรั่งเศส
พ.ศ.๒๔๔๘
  • ตราพระราชบัญญัติทาส รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๔ 
  • ประกาศให้ลูกทาสเป็นไททั้งหมด ด้วยพระราชบัญญัติลักษณะทาส รัตนโกสินทร์ศก ๑๓๐  ตรงกับวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๔  ให้เป็นวันที่ทาสหมดสิ้นจากราชอาณาจักรไทย
  • ตั้งหอสมุดสำหรับพระนคร
  • ตราพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ฉบับแรก
  • ทำอนุสัญญากำหนดสิทธิการจดทะเบียนคนในบังคับเดนมาร์ก และอิตาลี
  • ทดลองจัดสุขาภิบาลที่ตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร
พ.ศ.๒๔๔๙
  • เสด็จประพาสต้นครั้งหลัง 
  • เปิดโรงเรียนนายเรือ
  • เสียมณฑลบูรพา (เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ) ให้ฝรั่งเศส
พ.ศ.๒๔๕๐
  • เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ปีมะแม 
  • เสียดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส
  • จัดให้มีการประกวดพันธุ์ข้าวครั้งแรก 
  • เปิดการเดินรถไฟหลวง สายกรุงเทพ-ฉะเชิงเทรา
พ.ศ.๒๔๕๑
  • จัดการสุขาภิบาลตามหัวเมืองทั่วไป 
  • ประกาใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗
  • เลิกใช้เงินพดด้วง
  • ตราพระราชบัญญัติทองคำ ร.ศ.๑๒๗ ใช้ทองคำเป็นมาตรฐานเงินตราแบบสากล
  • สร้างพระบรมรูปทรงม้า 
    • เนื่องในโอกาสเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ๔๐ ปี  วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑ ตรงกับวันพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก 
    • จ้างช่างที่กรุงปรารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นผู้ทำ หล่อด้วยโลหะชนิดทองบรอนซ์นำมา ติดกับทองบรอนซ์เหมือนกันหนาประมาณ ๒๕ เซ็นติเมตร เป็นที่ม้ายืน  โดยส่งเข้ามายังกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ 
    • ประดิษฐานบนแท่นหินอ่อน อันเป็นแท่นรอง สูงประมาณ ๖ เมตร กว้าง ๒ เมตรครึ่ง ยาว ๕ เมตร 
พ.ศ.๒๔๕๒
  • เลิกใช้เงินเฟื้อง ซีก เสี้ยว อัฐ โสฬส
  • เริ่มกิจการประปา
  • เสียดินแดน ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปลิส ให้อังกฤษ
พ.ศ.๒๔๕๓
  • มีการแสดงกสิกรรมและพาณิชยกรรม ครั้งแรก
  • เสด็จสวรรคต เมื่อ ๒๔ ตุลาคม
 
 

 ปรับปรุงล่าสุดวันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2547 15:29 น.

 

อ้างอิง :
  • ประกอบ โชประการ, ประยุทธ สิทธิพันธ์, สมบูรณ์ คนฉลาด. 
  • หนังสือ ๙ พระมหากษัตริย์ไทยครองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี. กรุงเทพฯ : วิชัย อังศุสิงห์  หนังสือพิมพ์รวมข่าว 2525.
  • กระทรวงศึกษาธิการ. กรมวิชาการ. ฉัตรแก้วเก้าแผ่นดิน. กรุงเทพฯ : คุรุสภา 2540.